ช่วงนี้เป็นช่วงค่อนข้างว่างที่เราพยายามจะใช้ความคิดอยู่ตลอดเวลา
ก็แค่ไม่อยากให้สมองว่างเปล่าเกินไป เดี๋ยวจะกลายเป็นคนไร้สมองไปซะเปล่าๆ
ก็เลยหาหนังสือมาอ่าน เผื่อจะช่วยเพิ่มรอยหยักในสมองขึ้นมาได้บ้าง
เพราะรู้สึกว่า ทุกครั้งที่เราได้อ่านหนังสือเรื่องใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นบทความ เรื่องสั้น มีสาระ ไม่มีสาระ
หรือนวนิยายน้ำเน่า เหม็นคลุ้งขนาดไหน เราก็จะได้ข้อคิด หรือแรงบันดาลใจจากหนังสือเล่มนั้นเสมอ
ครั้งนี้ ก็เช่นกัน แตกต่างก็เพียง หนังสือเล่มนี้มีความพิเศษตรงที่ เราได้อ่านเพียงแค่คำนำยังไม่ทันจบดี เราก็ตั้งโจทย์ใหม่ให้กับชีวิตตัวเองขึ้นมาอีกแล้ว
ที่จริงแล้ว แรงบันดาลใจหลักอาจไม่ได้มาจากตัวอักษรที่เรียงร้อยในหน้ากระดาษเพียงเท่านั้นหรอก
แต่อาจเป็นเพราะบริบทรอบตัวเราในขณะนี้ด้วยก็ได้ บวกกับอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกส่วนตัว และสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน
ทำให้จุดเล็กๆ ที่ติดอยู่ในใจเราตลอดเวลา มันค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นๆ จนเรียกร้องให้เราหันมาสนใจ ใส่ใจมันอย่างจริงจังอีกครั้ง
แม้ว่าเราจะตัดสินใจให้ตัวเองไปแล้วว่า เราจะไม่ทำงานเกี่ยวกับสังคมสงเคราะห์เป็นงานหลักในชีวิต
แต่ด้วยความที่เราเรียนคณะนี้มาถึง 4 ปี ความเป็นสังคมสงเคราะห์ก็ซึมลึกลงไปในสายเลือดอยู่มากทีเดียว
เพราะมันกลายเป็นคำถามในใจเรามาตลอดว่า "เราจะทำอะไรตอบแทนสังคมได้บ้าง และอย่างไร"
เราเชื่อว่า ไม่ว่าใครก็ตาม ไม่จำเป็นจะต้องเป็นนักสังคมสงเคราะห์เท่านั้นหรอก ที่จะทำประโยชน์เพื่อสังคมได้
แต่ในเมื่อ เรามีความรู้ที่คนอื่นไม่มีในเรื่องเหล่านี้ เราควรจะนำมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์หรือต่อยอดอะไรได้บ้าง หรือไม่
ระหว่าง การที่ทำงานสายตรง กับทำงานที่ใฝ่ฝัน แล้วใช้เวลาว่างที่เหลือกลับมาทำงานด้านนี้
มันจึงกลายเป็นโจทย์ที่ว่า แล้วอะไรที่จะทำให้เราได้ทั้ง 2 อย่าง อย่างสมดุล
ระหว่างการทำในสิ่งที่ตามหาฝัน ตามสิ่งที่ชอบ สิ่งที่ใช่ สิ่งที่อยากจะทำที่สุดในชีวิต
กับ สิ่งที่ไม่ได้ชอบมาก แต่ก็อยากทำ แต่มันก็มีอะไรบางอย่างในกระบวนการ ระบบงาน ที่ขัดต่อความเป็นตัวตนของเราอยู่
เราเองก็เป็นปุถุชนคนธรรมดาทั่วไป ที่ยังไม่พร้อมจะทุ่มเทชีวิตทั้งชีวิตให้ส่วนรวม คิดถึงคนอื่นก่อนตัวเอง
แต่เราก็ยังอยากทำความดี อยากเป็นคนดี อยากทำอะไรเพื่อคนอื่นบ้าง อยากใช้ความรู้ที่เรียนมาให้เกิดประโยชน์บ้าง
แม้ว่าความรู้จากการเรียนจะไม่ใช่ความรู้ที่ถูกต้องที่สุด ที่ดีที่สุด เพราะการเรียนในระบบการศึกษา เป็นเพียงแนวทางที่สอนให้เราจัดระบบระเบียบในชีวิต
สอนวิธีคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ และกระบวนการทำงาน การเข้าสังคม ที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตและการทำงานเท่านั้น
แม้จะเขียนพร่ำพรรณนามายืดยาว แต่เราก็ยังไม่สามารถให้คำตอบไว้ ณ ตรงนี้ได้ ว่าสุดท้าย คำตอบของเราคืออะไร
เพราะเราคงต้องไปจัดระบบความคิดและทบทวนตัวเองใหม่อีกครั้ง เหมือนกับทุกครั้งที่มีโจทย์ใหม่ๆ เกิดขึ้นในชีวิตนั่นเอง
ป.ล. นอกเรื่องหน่อยนะ
เราไม่รู้ว่าการพยายามคิดในแง่ดี คิดถึงแต่สิ่งดีๆ ในเวลาที่เรากังวลใจ
มันจะช่วยให้เราดีขึ้นหรือเปล่า
ใช่ มันดูเหมือนจะทำให้เราสบายใจขึ้นในระดับหนึ่ง
แต่บางที เราก็คิดว่ามันเหมือนแค่เป็นการกดทับความกังวลนั้นเอาไว้เท่านั้นเอง
แต่ความกังวลนั้น หรือความไม่สบายใจนั้น มันก็ยังไม่ได้คลี่คลายไปเท่าไหร่เลย
เฮ้อ...เห็นที คงต้องหัดนั่งสวดมนต์ นั่งสมาธิกับเค้าบ้างแล้วล่ะ
เราดูเป็นคนจริงจังกับชีวิตมากไปหรือเปล่าเนี่ย!!!
มันก็เป็นแค่ความคิดส่วนหนึ่งในบางช่วงชีวิตของเราเท่านั้นเองนะ