INaYZeR 的个人资料~INaYZeR~日志列表 工具 帮助

日志


11月29日

update

ก็ไม่มีเรื่องสำคัญอะไรมากมาย  แค่อยากอัพสเปซเฉย ๆ
รู้สึกว่าจะค้างไว้หลายเรื่อง 
 
สรุปว่าที่ไปเชียงใหม่อ่ะ  ไปคนเดียวครับ  แต่ไปเจอเพื่อนที่นู่น
เพื่อนเราก็แสนดี  บริการทุกระดับประทับใจเลย
ยังไงก็ต้องขอบคุณแอฟ  กอ  จ๋า  และเพื่อน ๆ  ของเพื่อนเราที่แม่โจ้ทุกคนด้วยนะ
ขอบคุณจริง ๆ  สนุกมาก ๆ
แล้วในที่สุดก็ได้ไปเที่ยวงานราชพฤกษ์ด้วย
บัตรเข้างานคร้งเดียวหมด  ก็เลยซื้อบัตร buffet มา  200  บาท
ก็เลยอยากไปเที่ยวอีกจัง  ไม่รู้จามีตังค์ได้ไปรึเปล่า  สงสัยต้องหางานทำเก็บตังค์ก่อน
ถ้ามีโอกาสไม่พลาดแน่ ๆ  แต่ตอนนี้ก็มีโปรแกรมอีกอยากไปอีกหลายที่เลย  (เหอ ๆ)
อยากไปเที่ยวอีก ๆ
 
ไปดูงานครั้งที่  2  มาแล้ว  ที่สถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี  (ในหลงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์)
ที่นครปฐมอีกแล้ว  รู้สึกอะไรเยอะดี
ได้เห็นความแตกต่างของนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพกับนักสังคมสงเคราะห์ที่เป็นนักวิชาการอย่างชัดเจน
แต่ว่าอดกินก๋วยเตี๋ยวไก่ฟรีเลย  เพราะคนขับรถรีบกลับ
แต่ก็ได้ขนมและผลไม้จากคุณยายมาเต็มเลย
ขอบคุณคร้าบ
 
วันนี้ไปบริจาคเลือดมา  หลังจากที่เร่งเพิ่มน้ำหนักมา  2  วัน
ก่อนชั่งก็ว่าได้ตั้ง  44.5  กก.แล้วนะ  (แต่ก็โกหกไปว่าหนัก  45  น่ะ) 
แต่พอบริจาคเสร็จ  ลองไปชั่งใหม่  ไหงเหลือ  43  แล้วอ่ะ  (จำไว้ว่ากิโลที่ เซเว่นเชื่อไม่ได้แล้งวนะเนี่ย)
เพราะก็หลายครั้งแล้วที่ลองชั่งแล้วไม่ตรงกัน  งง
ดีใจจัง  ในที่สุดก็ได้บริจาคเลือดซะที  เย้ เย้ !!
แต่หลังจากที่เพิ่มน้ำหนักไปแล้ว  ตอนนี้ก็คงต้องลดให้เหลือเท่าเดิมก่อนที่มันจะไม่ยอมลงแล้วสิ
อ้อ...เมื่อวานได้ไปออกกำลังกายมาด้วย  ได้เต้นแอโรบิคกับว่ายน้ำ
สนุกดี  หลังจากที่ไม่เคยได้ออกกำลังกายแบบนี้  ตั้ง  2 ปีแน่ะ
แล้วจะพยายามไปเรื่อย ๆ
 
จบก่อนดีกว่านะ  เดี๋ยวต้องไปทำงานต่อแล้ว
 
 
11月24日

เชียงใหม่

ตอนนี้อยู่เชียงใหม่แล้ว  มาถึงแต่เช้า  แอฟกับกอเลยต้องขี่มอเตอร์ไซค์ไปรับที่ขนส่งตั้งแต่เช้าด้วย  (ขอบใจนะเพื่อน) 
ตอนนี้ 2 คนนั้นก็เลยกำลังพักผ่อน  เราก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไร  เลยมาอัพสเปซซะหน่อยดีกว่า
 
ก็ไม่มีอะไรมาก  แค่อยากมาเที่ยว  แต่ชวนใครก็ไม่มีใครมาด้วยนี่นา
ก็เลยมาเองซะงั้น  เดินทางไกลคนเดียวก็สนุกดีเหมือนกัน  (Please, Don't tell my mom.)
คิดไรไปเรื่อยเปื่อย
 
ชอบดาวที่นี่จังเลย  สวยมาก ๆ  ไม่เคยเห็นดาวที่ไหนได้ใกล้แล้วก็เยอะแบบนี้มาก่อน
ทั้งที่ตอนเด็ก ๆ  ก็เคยมาเที่ยว  แต่ก็นะ  ตอนนั้นยังเด็กอยู่นี่
เลยไม่ค่อยได้ใส่ใจเท่าไหร่
 
จริง ๆ  ก็อยากไปเที่ยวงานราชพฤกษ์นะ  แต่บัตรหน้างานแพงมาก ๆ
สงสัยจะไม่ได้ไปแน่เลย  แต่ไม่เป็นไร
ได้มาเที่ยวไกล ๆ  แบบนี้ก็รู้สึกดีแล้ว  อีกไม่นานก็คงต้องกลับไปเจออะไรเดิม ๆ  อีกอยู่ดี
 
ที่นี่หนาวมาก ๆ  เลย  แต่ก็อากาศดีชะมัด  (ชอบ) 
ตอนแรกก็อยากไปทะเล  แต่ที่นี่ก็ดีไปอีกแบบนึง
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน  ถ้าได้อยู่กับคนที่รักก็มีความสุขเนอะ
 
รักทุกคนที่รักเรา
11月18日

...

ดี  ไม่ดี  อยู่ที่เรา

  Contributed by mawmeow ตั้งแต่ วันเสาร์, 19 มกราคม 2002 @ 18:00:01 ICT

 

หัวเราะ...เมื่ออยากหัวเราะ
ร้องไห้...เมื่ออยากร้องไห้
และต้องหัวเราะให้ได้หลังร้องไห้ทุกครั้ง!

อย่าทำอะไรที่ไม่อยากทำ...
จงทำอะไรที่ใจอยากทำ...!

ตัวหนังสือ...เขียนผิด...ลบได้
การกระทำ...ทำผิด...เอาอะไรลบ

นึกว่าหมากำลังไล่ฟัดซิ...!
...จะได้รีบวิ่งรี่เข้าเส้นชัย...
...ล้มเมื่อไหร่จะได้รีบลุก...

ทุกย่างก้าว ของ ความฝัน คือ ย่างก้าว ของ ความเหน็ดเหนื่อย
ทุกย่างก้าว ของ ความเหน็ดเหนื่อย คือ ก้าวย่าง ของ ความสำเร็จ

ต่อให้ทุกข์ที่สุด....ก็ต้องผ่านพ้นไปจนได้
เมื่อเรานั่งมองอดีต เรายังผ่านทุกข์มาได้ตั้งหลายทุกข์
ก็ในเมื่อ..ชีวิต...มันยังมีชีวิต
ขอแค่อย่าทุกข์ก่อนเจอทุกข์
หลังทุกข์ อย่าทุกข์อีก
ให้ทุกข์ แค่ตอนทุกข์
แล้วทุกข์ที่สุด...ก็จะเป็น ทุกข์ แค่นี้เอง!

ให้ทำหน้าที่ทุกหน้าที่ด้วยหัวใจ
ให้หัวใจตระหนักในหน้าที่....
แล้วเราจะไม่รู้สึกว่าหน้าที่เป็นหน้าที่
แต่เป็นการกระทำที่เกิดจาก...หัวใจเรียกร้อง...ต่างหาก

ดีไม่ดี...อยู่ที่ใจเรา...
ถ้าใจเรา...คิดดี เราก็จะเจอแต่สิ่งดีๆ
ถ้าเรามองในทางที่ดี...ใจเราก็จะรู้สึกดี
ถ้ากำลังใจดี...สิ่งเลวร้าย...ก็จะคลี่คลายเป็น...ดี!

**ถ้าใครในชุมนุมอยากให้เราทำอะไรใน CKT ครั้งนี้ก็ช่วยบอกทีนะ**

**เราคิดถูกมั๊ยที่ไปเป็น staff ค่ายตอนนี้เนี่ย**

 

รักมันมีอิทธิพลกับเรามากขนาดไหนเชียว?!?!?

 

เราเคยคิดว่า..... คนที่ร้องไห้ให้กับ "ความรัก" ช่างเป็นคนที่โง่จิง

เราเคยคิดว่า..... แค่คน คนเดียวเนี้ยเหรอที่ จะมีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้เรา "ร้องไห้"


เราเคยคิดว่า..... ความรักทำให้คน โง่ จิงๆ ที่มองไม่เห็นความชั่วร้ายของเค้า

เราเคยคิดว่า..... ความรักคือ การหลอกลวง เพื่อหวังอะไรสักอย่าง

เราเคยคิดว่า..... ไม่มีวันซะหรอกที่เราจะร้องไห้ให้กับความรัก

เราเคยคิดว่า..... ความรักเป็นเรื่องไร้สาระ

เราเคยคิดว่า..... การมีความรัก หรือ การมีแฟนนั้น ทำให้เราต้องมีภาระมากมาย

เราเคยคิดว่า..... ความรักมันมีอะไรดีนัก เห็นใครๆ ก็ร้องไห้เพราะมัน แต่ ทุกคนก็ยังจะมีความรัก

แต่พอเราได้มารู้จักกับคน คนหนึ่ง.... จึงทำให้เรารู้ว่า คำว่า รัก มันมีอะไรมากกว่าที่เราคิดไว้ มันมีอิทธิพลกับเรามากจิงๆ มันสามารถทำให้เราเป็นคนอ่อนไหวได้ มันสามารถ ทำให้เรากลายเป็นคนโง่เหมือนที่เราคิดไว้ เพราะอะไรนะเหรอ เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่า ทำไม บางที่เรายอมที่จะโง่ทั้งๆที่เราก็รู้อยู่ ว่าเค้าหลอกเรา แต่เราก็ไม่ทำอะไร เพราะเรากลัว ว่ารัก นั้นจะจบลง เรากลัว ที่จะไม่มี เค้าอยู่เคียงข้าง มันสามารถทำให้เราหงุดหงิด ในเรื่องเล็กน้อยได้ แค่เค้าไม่รับโทรศัพท์ เราก็หงุดหงิด ว่าเค้า ทำอะไรอยู่?? อยู่ที่ไหน?? อยู่กับใครทำไมไม่รับโทรศัพท์นะ มันทำให้เราระแวงได้ตลอด แต่ มันก็ใช่ว่าความรักนั้นจะมีแต่ทุกข์ ความรักทำให้เรา มีความสุข ที่ได้อยู่ใกล้ๆเค้า ทำให้เรามีกำลังใจ ทำให้เรามีเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่ง

เมื่อถึงวันนี้ที่เรามีความรัก  จากที่เราคิดไว้ว่า ไม่มีวันซะหรอกที่เราจะร้องไห้เพราะความรัก แต่มันก็ทำให้เราร้องไห้ฟูมฟายได้อย่างที่ไม่เคยเป็น  และมันก็ยังทำให้เรารู้อีกว่าความรักมันมีอิทธิพล กับ คนเรามากจิงๆ

ถึงตอนนี้  ฉันก็ยังรักเธอ  [คนที่คุณก็รู้ว่าเค้าคือใคร  :P ]

11月14日

วันดี ๆ (ก็มีเหมือนกันนะ)

     จริง ๆ  ก็อยากอัพมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว  เพราะว่าไปดูงานมา  รู้สึกประทับใจมาก ๆ  อ้อ..ลืมบอกไปดูงานที่เรือนจำกลางนครปฐมกับบ้านกาญจนาภิเษกมา  ได้อะไรกลับมาเยอะแยะมากมาย  เอาไว้เล่าทีหลังละกัน  เพราะเรื่องมันยาว  ที่ตั้งชื่อเรื่องว่าวันดี ๆ  ก็เพราะว่าเมื่อวานกับวันนี้มีเรื่องดี ๆ  เกิดขึ้นมากมาย  ทำให้คิดได้ว่า  จะสุขหรือทุกข์มันอยู่ที่ใจจริง ๆ  แล้วเราก็ตั้งใจว่าต่อไปจะพยายามคิดแต่สิ่งดี ๆ  ทุกวันเลย  แต่ต้องเป็นสิ่งดี ๆ  ที่ไม่ใช่การเพ้อฝันนะ  ทุกอย่างต้องตั้งอยู่บนฐานของความจริงด้วย  วันนี้ระว่างที่นั่งรถเมล์  ทำให้ได้คิดอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อย ๆ  (ถ้าเวลาที่ไม่มีธุระเร่งรีบ  เราชอบนะ  กับการนั่งรถเมล์  มันทำให้เราได้คิด  ททบทวนเรื่องต่าง ๆ  ไม่รู้สินะ  เรารู้สึกว่ามันเป็นความสงบในความวุ่นวายน่ะ)  นั่งมองคนโน้นคนนี้  มองนู่นมองนี่ไปเรื่อยเปื่อย  ก็เลยคิดว่า  ความรักมันเกิดขึ้นทุกวันน่ะแหละ  (ในหลาย ๆ  แง่มุมด้วย)  ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองเห็นและรักษามันเอาไว้หรือว่าจะมองข้ามและทิ้งมันไปอย่างไร้ค่า 
     วันนี้ได้เจอแอม  เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยม.ต้น  ทั้ง ๆ  ที่อยู่มหา'ลัยเดียวกัน  แต่ไม่ค่อยได้เจอกันเลย  แต่วันนี้กลับได้เรียนวิชาเดียวกัน  แล้วยังรู้ว่ายังได้เรียนด้วยกันอีกหลายวิชาด้วย  (ไม่รู้ว่าจะได้เรียนรึเปล่านะเนี่ย)  พอได้คุยกันวันนี้  เลยรู้สึกว่าความเพื่อนที่เข้าใจกันเนี่ย  แม้ว่าจะไม่ได้คุยกันนานเท่าไหร่หรือเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน  เราก็ยังสามารถเข้าใจกันได้เสมอ     แล้ววันนี้ก็เป็นวันเกิดเอ๋  เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มเดียวกับแอมนี่ล่ะ  ขอให้เพื่อนมีความสุขมาก ๆ  นะ
     สำหรับการไปดูงานที่ประทับใจมาก ๆ  คือในช่วงบ่าย  ที่ได้ไปที่บ้านกาญจนาภิเษก  จ.นครปฐม  ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานพินิจเด็กฯ  แห่งหนึ่ง  แต่ที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น  เพราะที่ไม่มีคุก  ไม่ประตู  ไม่รั้ว  ไม่มีการตรวจค้นหรือสัญลักษณ์แห่งการใช้อำนาจและความรุนแรงใด ๆ  ทั้งสิ้น  ที่นี่มีผู้อำนวยการ  ซึ่งเด็ก ๆ  จะเรียกกันว่า  "ป้ามล"  ป้ามลเล่าว่าที่นี่มีแนวคิดคือ  ที่นี่ไม่ใช่คุก  แต่เป็นสถานที่พักชั่วคราวสำหรับเยาวชนที่ก้าวพลาดไปในช่วงจังหวะหนึ่งของชีวิต  ฉะนั้น  ที่นี่  เยาวชน  ไม่ใช่  นักโทษ  เจ้าหน้าที่  ไม่ใช่  ผู้คุม  หลังจากได้ฟังกระบวนการ  วิธีการทำงานต่าง ๆ  แล้ว  ทำให้ได้ข้อสรุปสำหรับตัวเองว่า  "โอกาส"  เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเยาวชนเหล่านี้  ที่สังคมจะหยิบยื่นให้  และการสื่อสารเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ  การใช้ภาษาที่เปลี่ยนไปเพียงนิดเดียว  ก็สามารถเปลี่ยนความคิดความรู้สึกของคนได้เลยทีเดียว  บทลงโทษและมาตรการต่าง ๆ  สำหรับเยาวชนผู้กระทำผิดที่สังคมไทยใช้กันอยู่ทุกวันนี้เหมาะสมและแก้ไขปัญหาได้จริงหรือ???  มันเป็นสิ่งที่เรา  เยาวชนที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ในระยะเวลาอันใกล้นี้ต้องขบคิดและช่วยกันสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ  มีหลายกิจกรรมที่เยาวชนที่นี่ทำ  ทำให้เราต้องมองย้อนตัวเองว่าเราเคยทำอะไรกลับคืนสู่สังคมได้อย่างนั้นบ้างหรือเปล่า 
     ยังมีรายละเอียดอีกเยอะมากที่อยากให้ทุกคนได้รับรู้อีกด้านหนึ่งของสังคม  เราไม่เคยเห็นหรือสัมผัส  ตอนแรกกะว่าจะเขียนอย่างละเอียดตั้งแต่เรือนจำกลางนครปฐม  เอาไว้ถ้าว่างและจัดระบบความคิดได้ดีกว่านี้  จะมาเล่าให้ฟังใหม่ละกันนะ  เพราะคราวนี้ที่ไปไม่ค่อยได้จดบันทึกเท่าไหร่  ได้แต่เมมโมรี่ไว้ในสมองแค่นั้นเอง 
     ป.ล.  ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านและเป็นกำลังใจให้นะ  เราก็จะเป็นกำลังใจให้ทุกคนเหมือนกัน  :)
11月9日

ณ วันนี้

     ตอนนี้  สถานการณ์หลายอย่างเริ่มดีขึ้นแล้ว  หลังจากงี่เง่ากับตัวเองอยู่ช่วงนึง  เราก็กำลังจะกลับมาเป็นคนเดิมอีกครั้ง  (เหมือนลอกไดฯชุมนุมมาเลยนะเนี่ย)  ณุ กะ ฟ้ารู้เกรดแล้วอ่ะ  ทั้ง ๆ  ที่เรียนวิชาเดียวกัน  แต่ทำไมเราดูเกรดไม่ได้อ่ะ  (ไม่เข้าใจ  เซ็งทะเบียนจริง ๆ  เล้ย)  วันนี้รู้สึกไม่ค่อยจามีไรเขียนเลย  ทั้ง ๆ  ที่เมื่อวานอยากอัพสเปสจาแย่  อ่ะนะ  ว่าแล้วก็อยากได้โน้ตบุ๊คจังเลย  ก็ได้แต่ รอ ร้อ รอ อ่ะนะ  แปลกเนะ  คนเราทีเวลามีเรื่องไม่สบายใจละเขียนได้เยอะแยะมากมายเชียว 
     อืม...เมื่อวานนี้ได้อ่านไดอารี่ของชุมนุมแล้ว  ทำให้คิดอะไรได้เยอะแยะมากมายเชียว  (ขอบคุณเพื่อน ๆ  พี่ ๆ  น้อง ๆ  นะ)  ไม่ว่าจาเรื่องแคมป์  คอนเสิร์ต  ฯลฯ  รู้สึกดีมากเลยที่น้อง ๆ  เขียนความรู้สึกที่ไปแคมป์มา  อะไรที่ไม่ดี  ก็คงเป็นบทเรียนให้น้อง ๆ  ในปีหน้าละกัน  ส่วนเราก็จะพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นนะ  (ถ้าเป็นไปได้)  ส่วนเรื่องคอนเสิร์ตก็เข้าใจนะว่าทุกคนก็เหนื่อยเหมือนกัน  (จริง ๆ  ก็รู้มาตลอดแหละ  แต่บางทีเราก็อดงี่เง่าไม่ได้อ่ะ)  ยังไงก็เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะ  รวมทั้งตัวเองด้วย  อาจจะช่วยอะไรไม่ได้มาก  แต่ก็จะพยายามก็แล้วกัน  ก็อย่างที่แบ๋มบอกอ่ะนะ  (หากว่าเพื่อนเจ็บ  ฉันก็เจ็บเหมือนกัน...  ร้องไม่ได้แล้วอ่า  อิอิ)  ใกล้จาบายเนียร์แล้ว  รู้สึกว่ายังไม่ค่อยพร้อมเลย  ทุกคนมัวแต่ยุ่งกะคอนเสิร์ตกันหมดเลยอ่ะ  เราก็ช่วยไรไม่ได้มากอ่ะนะ  เพราะบางอย่างมันต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคน  ทั้งการแสดง  ร้องเพลง  และอื่น ๆ  ไม่รู้ว่างานจะออกมาเป็ยยังไงบ้างนะ
     บอกแม่ว่าเทอมนี้จะกลับบ้านทุกอาทิตย์  แต่อาทิตย์แรกก็ทำไม่ได้ซะแล้ว  เศร้าจาย  (ก่อนจะสงเคราะห์คนอื่น  ก็ต้องสงเคราะห์ที่บ้านก่อนนะ)  แต่ก็จะพยายามนะคะแม่  เพราะว่าต้องทำงานที่ชุมนุมอ่ะ  (เฮ้ออ...ไม่รู้จะเขียนไรต่อเลย)  (คิดถึงแม่  รักแม่จัง) 
11月7日

ปล่อยให้มันเป็นไป

     เมื่อวานนี้เป็นอะไรที่สับสนจริง ๆ  ก็รู้ทั้งรู้อยู่ว่าเหตุการณ์มันก็คงเป็นอย่างนี้  หลังจากที่บ้า ๆ  บอ ๆ  อยู่พักใหญ่  (ก็ 1 คืนอ่ะนะ)  ก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกที่คิดว่าดีขึ้นแล้วนะ  แล้วก็แอบเซ็งหน่อย ๆ  ที่ต้องตื่นมาเรียนแต่เช้า  แต่กลับพบว่างด sec ค่ะ  แต่ก็คิดว่าซะว่าได้ตื่นแต่เช้า (ซึ่งนาน ๆ  ที จะทำได้)  มาสูดอากาศยามเช้า  แล้วก็คิดอะไรใหม่ ๆ  ที่ดีต่อใจตัวเองก็แล้วกัน
     ขอบคุณแบ๋มที่ทนฟังเราพล่ามพรรณนาเมื่อคืนนี้  มันก็ไม่ได้มีอะไรมากมายหรอก  แค่อยากพูดไปเท่านั้นเอง  ความคิดคนเรามันเปลี่ยนได้ทุกวินาทีอยู่แล้ว  อ้อ  แล้วก็ขอบคุณที่แนะนำให้มาเขียนไดด้วย  บางครั้งเราก็อยากเขียนไดที่ชุมนุมนะ  แต่ว่าบางทีมันไม่สามารถเขียนทุกอสิ่งทุกอย่างที่เราคิดได้  ส่วน my space นี่  ถึงแม้ใครจะมาอ่านก็ได้  แต่เราก็รู้ว่าคงไม่ค่อยมีใครมาอ่านอยู่แล้ว  คนที่อ่านอยู่คงคิดอยู่ว่าแล้วทำไมไม่เขียนไดอารี่ส่วนตัวของตัวเองล่ะ  ถ้าไม่อยากให้ใครอ่าน  ซึ่งจริง ๆ  ไม่ก็ไม่เชิงหรอกนะว่าไม่อยากให้ใครอ่าน  เพราะมันก็มีแค่บางเรื่องเท่านั้นแหละที่ไม่อยากให้บางคนรู้  เนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตอนนี้ถึงอยากเขียนในนี้มากกว่า
     ต้องไปเรียนแล้วล่ะ...
11月3日

บางสิ่งที่ผ่านเลยไป

บางสิ่งที่ผ่านเลยไป
Contributed by Badgirl ตั้งแต่ วันศุกร์, 12 สิงหาคม 2005 @ 17:00:07 ICT

 


บางครั้งอาจเป็นสิ่งที่มีค่า หรือไร้ค่าก็ตาม
ในเมื่อสิ่งนั้นได้ผ่านเข้ามาให้เราได้เรียนรู้
ได้จดจำ และได้ผ่านไปกับกาลเวลา

แม้เป็นเพียงชั่ววินาทีเดียวก็ตาม
สิ่งนั้นก็กลายเป็นอดีตที่อยู่ข้างหลัง

บางสิ่ง..........เป็นความรู้สึกดีๆ
ก็เก็บไว้เป็นความทรงจำ
คอยยิ้ม คอยหัวเราะ
ยามเมื่อนึกถึง

บางสิ่ง..........เป็นความรู้สึกเลวๆ
ก็ปล่อยทิ้งไปกับคน.....

และบางสิ่ง..........ผ่านเลยไป
ก็ไม่สามารถย้อนกลับมาได้อีก

ทางเดินคงมีอยู่ทางเดียว คือ เดินไปข้างหน้า
กับบางสิ่งที่รอคอยเราอยู่

11月2日

At The Frist

     หลายคนคงแปลกใจ  (รึเปล่า??)  ที่เห็นเนเขียน blog กะเค้าด้วย  แต่ก็อย่างว่าอ่ะนะ  ก็อารมณ์เหงา เศร้า เซ็ง  มันก็พาไปได้เหมือนกัน  แต่ space เราก็คงไม่มีอะไรมากไปกว่า blog หรอกนะ  แบบว่าได้แค่นี้แหละ  ที่จริงเราก็เคยเขียน diary กะเค้าเหมือนกันนะ  แต่ประมาณว่าไม่กี่วันเลิกอ่ะ  เคยเขียน diary online ด้วย  แต่ไม่เคยบอกให้ใครไปอ่าน  แต่บางทีก็อยากได้ comment จากคนอื่นเหมือน  เผื่อจะทำให้คิดอะไรได้บ้าง
     ก็พอจะรู้นะว่าชีวิตคนเราก็ต้องมีเรื่องมีปัญหาให้ต้องคิดต้องแก้กันไป  แต่ว่าก็ขอบ่นหน่อยละกันนะ  เฮ้อ...ทำไมเวลามีเรื่องแต่ละที  มันต้องมีมาพร้อมกันด้วยก็ไม่รู้นะ  แต่เวลาหายไปกลับไม่หายไปพร้อมกันล่ะ ทำไมต้องคาใจอยู่อย่างนี้ล่ะ  จะพูดก็ไม่รู้จะเริ่มยังไง  ทั้ง ๆ  ที่ก็อยากคุยมากมาย  แต่มันเริ่มไม่ได้นี่นา  จิตใจคนเรานี่สับสนวุ่นวายดีเนอะ  ยิ่งไม่มีอะไรทำ  ยิ่งฟุ้งซ่านไปกันใหญ่  รู้สึกว่ายิ่งเขียนยิ่งงง  ถ้าใครบังเอิญมาอ่านก็ทำใจหน่อยละกัน เราว่าเริ่มเป็นเรื่อง ๆ ไปดีกว่า 
    การคบกับใครซักคนหนึ่งเนี่ย  แม้ว่าจะรู้ใจเขาบ้าง  แต่ก็เดาไม่ถูกตลอดหรอกนะ  พยายามไม่คิดมาก  แต่ก็รู้นี่ว่ามันยาก  (จบดีกว่าเรื่องนี้  ไม่รู้จะเขียนต่อยังไง)
     ก็เข้าใจว่าไม่มีใครเพอร์เฟ็กต์  และจะให้ทุกคนคิดเหมือนกันก็คงเป็นไปไม่ได้  ขนาดคนที่มีความคิดเห็นตรงกัน  แต่ก็มีรายละเอียดที่ต่างกันไป  คงทำอะไรไม่ได้  นอกจากทำใจยอมรับและปรับตัวปรับใจไปกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเปลี่ยน  (แค่ปรับไม่ใช่เปลี่ยน)  จนต้องสูญเสียความเป็นตัวเราไปซะหน่อย  ทำอะไรได้ก็ทำ  ทำให้เต็มที่อย่างเต็มใจ  จะได้ไม่ต้องเสียใจทีหลัง  แต่จะไม่ให้พลาดเลยคงเป็นไปไม่ได้  เพราะชีวิตคนไม่ใช่โปรแกรมคอมพิวเตอร์  ที่เขียนไว้ยังไงก็เป็นไปตามนั้น  จะว่าไปขนาดโปรแกรมยังมี error เลย 
     ก็รู้ตัวว่าเทอมนี้ก็ยังเหมือนเดิม  คือตอนแรก ๆ ก็ขยันพอผ่านไปกลางเทอมความขยันก็น้อยลง ๆ ก็คงโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเอง  (เหอ ๆ) ตอนนี้ก็ทำใจยอมรับผลกรรมของตัวเองอยู่  ก็ขอว่าอย่าเลวร้ายเกินไปเลยนะ  จะได้มี laptop เป็นของตัวเองใช้ซะที  จะได้ไม่ต้องคอยยืมคนอื่นเค้าให้วุ่นวายใจ (ตัวเอง)
     จะว่าไปก็ไม่ได้มีแต่เรื่องแย่ ๆ ซะทีเดียวหรอกนะ เรื่องดี ๆ ก็มีอยู่บ้าง เมื่อ 2-3 วันก่อนไป camp เราก็ได้ไปทำงานมา เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ เลย ได้ทำอะไรที่เคยอยากทำ ได้เพื่อนใหม่ ๆ แล้วก็ได้ตังค์ด้วย  กะว่าเป็นเงินก้อนแรกที่หาได้ด้วยตัวเอง  จะเก็บไว้นาน ๆ หน่อย  แต่เผลอแป๊บเดียวหมดซะแล้ว  ยังงี้ก็เลยชักติดใจ  อยากไปทำงานอีกจัง  แต่นอกจากทำงานแล้วก็มีโครงการ  อยากทำนู่น อยากทำนี่เยอะแยะไปหมดเลย  ก็คงต้องค่อย ๆ คิดไปว่าจะทำอะไร ยังไงดี  เราว่าช่วงเวลาที่เราวางแผนเนี่ยเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดเลยนะ  มันก็คงคล้าย ๆ กับฝัน  แต่ว่าเป็นใกล้ ๆ ที่เป็นจริงได้ง่าย  เพราะมันก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเองน่ะแหละ  ว่าจะได้รึเปล่า  แปลกดีเนอะ  ขนาดไม่ชอบการเขียนนะเนี่ย  แต่พอได้เขียนแล้วก็มีเรื่องเยอะแยะเลย  เหมือนเป็นการทบทวนสิ่งที่เราได้คิดได้ทำ  หรือกำลังจะคิดจะทำมากกว่าความต้องการที่จะบอกให้ใครรับรู้น่ะ
     สำหรับ music camp ครั้งที่ 2  ของเรา กับ TU CHORUS สำหรับเราแล้วเป็น camp ที่ต่างจากครั้งแรกมากเลยทีเดียว  ทั้งบทบาทหน้าที่ และสิ่งที่ได้รับ  จากคราวที่แล้วเราไป camp เพื่อซ้อมร้องเพลง  และก็ได้ร้องเพลงอย่างเต็มที่จริง ๆ  โดยไม่ต้องคิด วางแผนอะไรทั้งนั้น  เพราะเป็นน้อง พี่ ๆ ได้คิด ได้เตรียมไว้ให้แล้ว แต่คราวนี้เรา (ตัวเนเอง) ไม่ต้องซ้อมร้องเพลง  แต่ต้องเป็นพี่ให้น้องปี 1 เป็นคนคิด วางแผนทุกอย่างที่จะเกิดใน camp (แม้ผลลัพธ์ที่ออกมาจะไม่ตรงกับแผนที่วางไว้เท่าไหร่ก็ตาม) แถมตัวเราเองยังต้องเป็นคนติดต่อประสานงานอีกด้วย  จนรุ่นพี่หลายคนมองว่าเรารับภาระมามากไปรึเปล่า  แต่เราว่าก็ไม่มากไปกว่าเพื่อน/พี่บางคนในการทำงานในชุมนุมเท่าไหร่หรอก  เพียงแต่เป็นคนละเวลาและสถานที่เท่านั้นเอง ถึงแม้ว่าคราวนี้จะไม่ได้ซ้อมร้องเพลงที่ใช้ในคอนเสิร์ต ตามแผนที่ตั้งใจไว้แต่แรก  แต่การที่น้องปี 1 สนิทกันมากขึ้น  ได้รู้จักรุ่นพี่ปีสูง ๆ ซึ่งก็เป็นสิ่งหนึ่งที่มุ่งหวังไว้เหมือนกัน  แต่สิ่งเราคิดว่าไม่ได้อยู่ในแผน  แต่ตัวเราได้รับในครั้งนี้ ก็คือ การที่เราได้รู้ว่ารุ่นพี่/เพื่อน แต่ละคนมองเราอย่างไร  จากการได้คุยกันในกิจกรรมบายศรี เป็นสิ่งที่เราประทับใจที่สุด  เพราะมันเป็นสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดทุกครั้งที่เราทำงาน  ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม  คือ comment จากคนอื่น ๆ เพราะเราเชื่อว่าตัวเราคงมองไม่เห็นตัวเองทั้งหมดแน่ ๆ โดยเฉพาะจุดผิดพลาด การที่คนอื่นช่วยมองจะมองเห็นอะไรได้มากกว่าการที่เรามองตัวเองเพียงด้านเดียว การทำงานที่ผ่านมา หลายคนก็คงพอจะเห็นแล้วว่าเราเป็นที่พูดตรง (ซึ่งบางครั้งอาจจะมากไป) ฉะนั้นเราจึงอยากให้คนอื่นพูดกับเราตรง ๆ ด้วยเช่นกัน เพราะอย่างที่บอกไปแล้ว บางทีเราอาจทำอะไรพลาดไปโดยไม่รู้ตัวก็ได้ อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้เราได้มาอยู่ชุมนุมนี้ แม้ว่าเราจะไม่มีความสุขกับการร้องเพลงเพื่อออกงาน  แต่เราก็มีความสุขกับการได้ทำงานและผูกพันกับชุมนุมและทุกคนในชุมนุม  (มากกว่าคณะเราเองอีกนะ) 
   พอก่อนดีกว่า  จริง ๆ ยังมีเรื่องให้เขียนได้อีกเยอะเลย  แต่มันอย่างละนิดละหน่อยอ่ะ  ถึงยังไงก็ยังมีเวลาว่างอีกหลายวัน  เอาไว้ค่อยเขียนดีกว่า คิดถึงเพื่อน ๆ ทุกคนเลย ทั้งที่ ย.อ.  ส.ญ.  และ มธ.ด้วย  (โดยเฉพาะแก  "แนนน้อย"  ไม่ได้คุยกันนานแล้วนะ  <สำหรับแกอาจจะคิดว่าไม่นาน  แค่ชั้นว่านานว่ะ>  ช่วงนี้ไม่ค่อยมีตังค์)