INaYZeR 的个人资料~INaYZeR~日志列表 工具 帮助

日志


9月30日

ว่าที่บัณฑิต

 
แม้ว่าจะเหลือเวลาอีก 1 เทอม และรอจนกว่าวันรับพระราชทานปริญญาบัตรแล้วนั้น เราจึงจะได้ชื่อว่าเป็น "บัณฑิต" อย่างเต็มภาคภูมิ
แต่ตอนนี้หลังจากที่คณะเราได้จัดงานปัจฉิมนิเทศให้กับว่าที่บัณฑิตคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ไปแล้ว
จากตอนแรกที่ไม่ได้คิดอะไรที่ไม่ได้ไปร่วมงาน แต่หลังจากที่ได้มาอ่านเอกสารในงานแล้ว ก็อดที่จะเสียดายขึ้นมาไม่ได้
เพราะเพียงแค่อ่านเอกสาร เรายังรู้สึกว่าได้ข้อคิด มุมมองที่น่าสนใจ ตั้งมากมาย
ในวันนี้คงมีอะไรดีๆ ที่เราพลาดไปแน่ๆ เลย
 
แต่ถึงอย่างไร ข้อความที่อาจารย์หมู อาจารย์ภาคพัฒนาชุมชนเพื่อนๆ ของเราแสนจะคุ้นเคย จนเรารู้สึกสนิทใจไปด้วย
แม้ว่าจะไม่เคยได้เรียนกับอาจารย์เลยสักครั้ง แต่เราก็รู้สึกประทับใจอาจารย์ จากการได้อ่านบทความและฟังบรรยายเพียงไม่กี่ครั้ง
 
ยิ่งวันนี้ที่เราได้อ่าน The Last Paper ของอาจารย์
ทำให้เราได้     คำตอบบางคำถามที่ครุ่นคิดถามตัวเองอยู่ในช่วงนี้   และ    คำตอบบางคำถามจากคำพูดของใครบางคน
...เป็นคำตอบที่พอจะช่วยให้เราสามารถวางแผนทางเดินชีวิตนับต่อจากนี้ได้บ้าง 
ส่วนคำตอบที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของเรา หน้าที่ของว่าที่ธรรมศาสตร์ที่จะต้องค้นหากันต่อไป
 
 
 
นี่เป็นคำตอบส่วนหนึ่งจากบทความของอาจารย์ที่เราได้ ขอตัดตอนเนื้อหาบางส่วนมาลงไว้ตรงนี้ละกัน
"สุดท้ายของ the last paper ผมอยากจะย้ำว่า มันไม่สำคัญหรอกครับว่า เมื่อจบไปแล้ว
คุณจะมีอาชีพอะไร เพราะอาชีพ ไม่ได้บอกว่าคุณเป็นคนอย่างไร เพราะเมื่อคุณจากโลกนี้ไป
คนรุ่นหลังเขาไม่สนใจหรอกว่าคุณทำอาชีพอะไร ได้เงินเดือนเท่าไร มีรถกี่คัน บ้านกี่หลัง
 
สิ่งที่เขาสนใจมีเพียงว่า คุณได้ทำอะไรให้คนรุ่นเขาบ้าง นั่นจึงสำคัญว่า
    คุณจะดำเนินชีวิตหลังมหาวิทยาลัยให้มีคุณค่าต่อสังคมอย่างไร
ให้สมกับความภาคภูมิใจที่คุณมีเช่นเดียวกับวันแรกที่คุณก้าวเข้ามาในธรรมศาสตร์
ให้สมกับความภาคภูมิใจว่าคุณได้เข้ามาซึมซับจิตวิญญาณของธรรมศาตร์ไป เท่านั้นเอง"
 
ขอบคุณอาจารย์ที่ทำให้เราเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองจะเลือกและก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นใจอีกครั้ง
9月20日

ความรัก (อีกแล้ว)

 
 
คุณคะ  คุณเคยมีความรักรึเปล่าคะ?
 
ใช่สิ คุณต้องเคยมีความรักกันอยู่แล้วล่ะ  เพราะฉันเองก็เคยมีนี่นา  (และคิดว่าตอนนี้ก็ยังมีอยู่นะ)
 
แล้วคุณคะ  คุณเคยมีความรัก โดยมีไม่มีคนรักกันมั๊ยคะ?
 
ฉันเองก็ไม่แน่ใจนักหรอกนะ ว่ามันใช่ความรักหรือเปล่า  แล้วถ้าไม่ใช่มันคืออะไรกัน
 
แต่ตอนนี้ฉันคิดว่า  ฉันมีค่ะ
 
 
หลายคนอาจจะคิดในใจว่า  ทำไมต้องเขียนเรื่องความรักอีกแล้ว
 
แต่ฉันว่า แม้ว่าจะมีคนเขียนเรื่องความรักนับล้านๆ ครั้ง จนนับไม่ถ้วน
 
แต่คุณก็ยังอ่านมันอยู่ดี  ฉันรู้ได้ยังไงน่ะหรอ  ก็เพราะว่าถ้าไม่เช่นนั้นคุณคงไม่อ่านมันมาถึงบรรทัดนี้
 
ทั้งๆ ที่ชื่อเรื่องมันก็บอกอยู่ทนโท่แล้ว
 
อันที่จริง เราก็เห็นจำเป็นต้องไปสนใจเลยใช่มั๊ยคะ ว่าทำไมต้องเขียนมันขึ้นมา
 
ฉันว่าแค่คนเขียนมีความสุข และคนอ่านพอใจก็น่าจะพอแล้วใช่มั๊ยคะ (แม้ว่าจะไม่ค่อยมีคนอ่านก็ตามที)
 
แต่สิ่งที่เกิดกับฉันตอนนี้ฉันไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี ฉันแค่ฉันรู้สึกว่าฉันกำลังมีความรัก กับอะไรสักอย่าง
 
เพียงแค่เพราะว่าฉันกำลังมีความสุข (และความเศร้าปนอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ฉันว่าฉันมีความสุขมากกว่านะ)
 
ฉันไม่ได้โกหกตัวเอง ฉันไม่ได้แสร้งทำเป็นเข้มแข็ง
 
เพียงแต่ใจที่นิ่งๆ ของฉันตอนนี้ มันกำลังเริ่มสงบลง  ถ้าไม่มีอะไรมารบกวนมัน มันก็คงจะเป็นอยู่อย่างนี้
 
หรือในอีกแง่หนึ่ง  ถ้ามันไม่ทะลึ่งไปรบกวนใคร หรือไปหาเรื่องให้ร้อนใจ ก็คงจะดี
 
แต่มันก็คงจะเป็นไปได้ยาก เพราะฉันเชื่อในความเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างย่อมมีวันเปลี่ยนแปลง
 
ฉันทำได้แค่รับมือกับมัน  และฉันก็รู้สึกดีใจทุกครั้ง เมื่อฉันมองกลับไปแล้วพบว่าฉันสามารถรับมือกับมันได้
 
บางที ฉันก็รู้สึกว่ามันทำให้ฉันมีความสุขมากกว่า การอยู่นิ่งกับที่มากๆ ซะอีก
 
เพราะนิสัยฉันมันเป็นคนไม่อยู่นิ่ง เบื่อง่ายขนาดนี้ (แต่ใครที่เห็นฉันแค่บางมุม จะมองยังไงก็ไม่รู้)
 
หลายคนและรวมฉันเองที่ชอบบอกตัวเองว่าฉันไม่สนใจใคร ฉันอยู่กับตัวเอง
 
แต่บางครั้ง ฉันกลับรู้สึกว่า ฉันก็สนใจคนอื่นมากเกินไป
 
แต่สิ่งที่น่าจะดีที่สุด คือ ฉันควรจะสนใจคนที่รักฉันมากกว่าคนที่ไม่รักฉัน
 
เพราะฉันไม่ควรจะทำให้คนเหล่านั้นต้องเสียใจ หรือแม้แต่ผิดหวังในตัวฉัน
 
เพราะในที่สุดคนที่รักฉันที่สุด  ก็คือตัวฉันเอง 
 
 
ใช่ ฉันเคยเชื่อว่าคนที่รักฉันที่สุด  คือ  ตัวฉันเอง
 
แต่เมื่อยิ่งโตขึ้น  ฉันพบว่ามีคนที่รักฉันมากกว่าตัวฉันเองซะอีก
 
เพราะบางครั้งเรายังทำให้ตัวเองเสียใจ  ทำให้ตัวเองผิดหวัง
 
แต่คนคนนั้น  เป็นคนที่ไม่เคยทำให้ฉันเสียใจ และผิดหวังเลยสักครั้งเดียว
 
ใครๆ ที่รู้จักฉัน คงไม่ต้องเดาเลยว่าฉันหมายถึงใคร  คนที่จะรักฉันได้ขนาดนั้น  จะมีใครไปได้นอกซะจากแม่ของฉันล่ะ
 
ใกล้จะวันเกิดแม่แล้ว ฉันคิดจะซื้อของขวัญให้แม่เป็นปีแรก แต่ไม่แน่ใจว่าจะได้หรือเปล่า (ช่วงนี้ บ่จี๊สุดๆ)
 
แต่สิ่งที่ฉันตั้งใจทุกปี  คือรักแม่ให้มากขึ้นทุกปี (ก็เพราะความรักที่แม่ให้ฉันมันไม่มีวันหมดนี่ คนเราก็ต้องตอบแทนกันบ้าง)
 
 
 
วันที่ฉันผิดหวังในความรัก  ฉันเศร้า ฉันเสียใจ ฉันเจ็บปวด
 
แต่ฉันก็ผ่านพ้นมันมาได้ เมื่อฉันนึกถึงคนที่จะเจ็บปวดมากกว่าฉัน ถ้าหากเขารู้ว่าฉันเจ็บ
 
 
ฉันไม่รู้ว่าจะสรรหาคำรักคำไหนมาบอกแม่ดี
แต่ฉันเคยบอกแม่ไปแล้วล่ะ  และก็จะบอกอีกครั้ง  และทุกครั้งที่มีโอกาสด้วย
 
"ฉันดีใจและภูมิใจที่สุดที่ได้เกิดมาเป็นลูกแม่ค่ะ"
 
 
ป.ล.
ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อบอกรักแม่นะ
แต่สุดท้าย ฉันก็แพ้สมองและหัวใจที่มันสั่งร่างกายทุกที
 
ก็แค่ ผู้หญิงคนนี้คือคนสำคัญที่สุดในชีวิตฉันนี่นา
 
9月11日

คำถาม..คำตอบ

 
 
ฉันมาทำอะไรที่นี่?
ทำไมฉันถึงมาอยู่ตรงนี้?
ฉันกำลังทำอะไรอยู่
ฉันทำแบบนี้ทำไม? เพื่อใคร?  เพื่ออะไร?
จริงๆ แล้ว ฉันอยากทำอะไรกันแน่?
 
เคยเข้าใจตัวเองจริงๆ หรือเปล่า?
มีใครเคยตอบคำถามเหล่านี้ได้จริงๆ หรือเปล่า
 
 
คงไม่มีใครให้คำตอบได้ดีที่สุดเท่าตัวเราเองใช่มั๊ย
แม้กระทั่งคำตอบ  ยังออกมาเป็นคำถามเลย
ช่างดูเป็นคนที่สับสนในตัวเองดีแท้เนอะ
 
 
เรา  เรา  เรา
เราไม่รู้จะอธิบายยังไงดี
ไม่รู้จะเขียนอะไรต่อ
 
คงเพราะคนเราย่อมมีเวลาที่สับสนในตัวเอง
สภาวะที่ค้นหาตัวเองอยู่เป็นระยะในแต่ละช่วงชีวิต
 
การตั้งคำถามกับตัวเองก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะไปให้ถึงจุดหมายนั้น
แต่วิธีการหาคำตอบไม่ได้มาจากตัวเองเพียงผู้เดียว
เราว่า   คนเราไม่ควรมองโลกเพียงแต่ภายใต้สายตาตัวเองนะ
การใช้ชีวิตของเราในสังคมนี้น่าจะมีความสุขมากขึ้น
 
 
บางที แค่คิด หรือการคิดไปเองคนเดียว ก็อาจกลายเป็นกำแพงอากาศบางๆ ที่กางกั้นความฝันของเราได้เหมือนกัน
โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่า เราสร้างกำแพงนั้นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่
แต่มันก็ทำให้เราถอดใจในสิ่งที่ตั้งใจ หรืออยากทำไปแล้ว
เหมือนกับแค่การคิดฝันไปวันๆ แต่ไม่ลงมือทำสักที
รู้ตัวอีกทีโอกาสที่เข้ามาถึงที่ ก็หลุดลอยหายไปซะแล้ว
โลกปัจจุบันนี้ มันหมุนไปเร็วมากใช่หรือเปล่า?
ถ้าเราไม่เตรียมพร้อมตลอดเวลา เราก็คงตามมันไม่ทัน
ถ้าอยากมีเวลาพักบ้าง ก็คงต้องวิ่งนำมันไป แล้วไปหยุดพักรอมันข้างหน้า
 
บางคนอาจจะคิดว่ามันเหนื่อย และเหมือนฝากความหวังกับอนาคตเกินไปหรือเปล่า
แต่ปัจจุบัน มันก็ไม่มีตัวตนที่จับต้องได้จริงๆ นี่นา เพียงแค่เราพิมพ์ตัวอักษรตัวนี้ อีกเศษเสี้ยววินาทีต่อมา มันก็กลายเป็นอดีตไปเสียแล้ว
แล้วอนาคตล่ะ เมื่อไหร่จะไปถึง ไม่มีใครได้เคยสัมผัสมันจริงๆ เสียที
อดีต ก็มีแต่จะผ่านเลยไป กลับไปแก้ไขไม่ได้อยู่ดี
แล้วคำถามก็กลับมาที่ว่า แล้วเราควรจะอยู่ตรงไหนดี
 
สำหรับคนอื่น เราคงตอบไม่ได้ เพราะเราก็ไม่รู้
แต่สำหรับเราเอง ก็แค่ทำในสิ่งที่ทำไปแล้ว คิดว่าจะไม่เสียใจภายหลัง
ซึ่งอนาคตก็ไม่มีใครตอบได้อยู่ดี ก็เอาเป็นว่า ถือเอาความน่าจะเป็นละกันเนอะ
ในเมื่อประวัติศาสตร์เขามีไว้ให้ศึกษา จุดประสงค์หนึ่งก็เพื่อทำนายอนาคตมิใช่หรือ?
 
 
เหอๆ สุดท้ายแล้ว เราเขียนพร่ำอะไรมาเนีย ตรงกับหัวเรื่องบ้างหรือเปล่า
ไหลไปเรื่อยเป็นประจำ ชีวิตก็เป็นเช่นนี้แล สุดแท้จะคาดเดา
ถ้าพร้อมเสมอ และมีสติบวกปัญญา ก็น่าจะตั้งรับได้และรู้เท่าทัน
(คงไม่ต้องบอกว่าต้องมีคุณธรรม หรืออะไรอีกมากมายด้วยมั้ง เพราะความหมายของสติและปัญญาใสความเข้าใจของเรามันน่าจะครอบคลุมได้อยู่นะ)