INaYZeR's profile~INaYZeR~BlogLists Tools Help

Blog


    May 17

    รู้สึก...

    เซ็ง เศร้า เบื่อมากมาย
    ชีวิตนี้ มันจะอะไรกันนักกันหนาเนี่ย
    สเปซนี้เคยได้อัพอะไรดี ๆ กับเค้าบ้างรึเปล่า
    แต่อย่างว่าอ่ะนะ เวลามีเรื่องดี ๆ ก็ไม่เคยจะมาอัพอยู่ดี
    แล้วจะบ่นไปเพื่อ...
     
    ..ก็มันเซ็งนี่หว่า..
    แต่จะไปโทษใครได้ ทำตัวเองทั้งนั้นแหละ
    ใช่มั๊ยล่ะ
    ใครใช้ให้ "หาเหาใส่หัว" ล่ะ
     ทีนี้ แล้วก็ถึงเวลาที่จะ "เอาตัวไม่รอด" สิ
     
    เบื่อมากมายกับคำว่า "ความรับผิดชอบ"
    มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ
    ถ้าไม่มีซะเลยบ้างจะได้มั๊ยล่ะ
     
    หรือว่ามันก็ "ไม่มี" ซะเลย อยู่แล้วจริง ๆ
     
    ไม่อยากจะบ่น ไม่อยากจะพูด
     แต่ ณ จุดนี้ มันก็ไม่ไหวแล้วอ่ะ
    ใครจะว่าอะไรก็เอาเหอะ
     
    มัน "ดี" ได้แค่นี้แหละ
    คนอย่าง "เน" อ่ะ
     
     
    ในเมื่อมัน หยุดไม่ได้  ...ก็เดินต่อไปให้ไหวละกัน
    ไม่มีใครช่วยอะไร...ได้หรอก
     
    ป.ล. (ใครอยากจะด่าอะไร ก็ช่วยด่ามาเลยตรง ๆ ละกัน)
    รับได้อยู่แล้ว พูดออกมาเหอะ
    ขอ "ความจริง" ละกัน
    โลกนี้ยังมีอยู่รึเปล่า?!?!?
     
     
    May 08

    เหงา..อย่างไม่มีเหตุผล

     
    เหอ ๆ ไม่ได้อัพมานานมากมาย
    ก้อ..นะ อย่างที่ตั้งชื่อเรื่องน่ะแหละ
    เหงา..อย่างไม่มีหตุผล
    ทั้งที่ปกติ เวลาที่รู้สึกเหงา ๆ ว่าง ๆ พอมีงานทำก้อจะหายไปเอง
    แต่ตอนนี้ งานก็มีให้ทำเยอะแยะมากมายจนทำไม่ทัน
    แต่ก็ยังรู้สึกเหงาอยู่ดี มันอาจจะเป็นเพราะเหนื่อยด้วยมั้ง
    แต่ความเหนื่อย..พอได้พัก มันก็หาย
    แต่ความเหงา..นี่สิ ไม่ไม่ได้หายไปด้วยเลย
    เอ..หรือว่ามันจะเป็นความรู้สึกอย่างอื่นที่เราก็ไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไรเหมือนกัน
    แต่ก็เดาว่ามันคือ "ความเหงา" ไปก่อนละกัน
     
    เคยคิดว่า จะไม่อัพสเปซแล้ว
    แต่ก็ไม่รู้ทำไม มันอยากอัพขึ้นมาอีก
    รู้แล้วล่ะว่าทำไมความรู้สึกระหว่างการเขียนไดอารี่กับเขียนสเปซมันต่างกัน
    อาจเป็นเพราะการอัพสเปซ มันเหมือนมีคนที่รับฟังเราอยู่ละมั้ง
    ทั้งที่ความเป็นจริง จะมีคนเข้ามาอ่านหรือไม่ก็ตาม
     
    เจ้าความรู้สึกที่เป็นอยู่ตอนนี้เนี่ย
    แค่จะชวนใครซักคนไปเที่ยวกัน ยังไม่รู้จะชวนใครเลยอ่า
    หรืออยากจะคุย หรือปรึกษาเรื่องบางอย่าง ก็รู้สึกว่าไม่มี
    จริง ๆ แล้ว เราก็คุยกับเพื่อนสนิทเราได้อ่ะนะ แต่ด้วยความที่อยู่คนละที่
    เค้าก็ได้แต่รับฟังเราได้เท่านั้น แต่ไม่สามารถให้คำปรึกษาได้ เพราะไม่ได้อยู่ในสถานการณ์นั้น ๆ กับเราเอง
    แต่ยังไงก็ขอบใจ "เพื่อน" ที่อยู่กับเราเสมอมานะ
     
    ทั้ง ๆ ที่ เราไม่ใช่คนที่มีความลับอะไรมากมาย
    แต่เมื่อโตขึ้น มีเรื่องราวผ่านมาในชีวิตมากขึ้น
    ก็ต้องมีเรื่องที่บางครั้งก็ไม่สามารถบอกใคร หรืออธิบายให้ใครเข้าใจได้
    บางที ก็รู้สึกไม่รู้จะพูดไปให้เค้าต้องมาคิดหรือเครียดไปกับเราด้วยทำไม
    หรือจะพูดไปแล้ว เค้าจะคิดว่ามาพูดให้เค้าฟังทำไม (รึเปล่า)
    หรือจะพูดกับใครดี ที่เค้าจะฟังเราได้
    อ่ะนะ ความคิดเริ่มสับสนวุ่นวายอีกแล้ว
     
    บางที...ก็อยากมีคนอยู่ใกล้ ๆ ที่เข้าใจเรา
    บางครั้ง...ก็ไม่อยากมีใครให้วุ่นวายใจ
    บางที...ก็รู้สึกมีเพื่อนมากมาย
    บางครั้ง...ก็รู้สึกว่าไม่มีใครสักคน
    บางที...ก็สับสนในความคิดและความรู้สึกของตัวเอง
    บางครั้ง...ก็แน่ใจในสิ่งที่เป็น
    บางที...ก็ไม่แน่ใจในสิ่งที่ควรทำและอยากทำ
    บางครั้ง...ก็อยากทำอะไรที่มันไม่ผิดแต่ก็ไม่ถูกดูบ้าง
    สุดท้าย...ก็เป็นแบบเดิม ๆ ที่เคยเป็น
    ที่ไม่รู้ว่า
    บางที...จะเปลี่ยนอะไรไปเพื่อใคร
    หรือบางครั้ง...จะเปลี่ยนไปทำไมกัน
     
    อยากมีคนที่ "เรารัก" และ "รักเรา"
    จริง ๆ ซะที
     แต่ความรัก มีส่วนประกอบ . . . ที่ดึงออกมาได้จากตัวสะกด
    . . . ซึ่งก็คือ ร.เรือ กับ ก.ไก่ นั่นเอง . . .
    ร.เรือ คือ . . . รอคอย
    ส่วน ก.ไก่ คือ . . . กันและกัน
     
    ตอนนี้ทีทำได้ คือ
    อย่าวิ่งตามความรัก พอถึงเวลามันก็มาหาเราเองแหละ
     
    ป.ล. จากเหงา ๆ มาเป็นรัก ๆ ได้ไง
           แป่ว!! งงเหมือนกัน
     
    ป.ล. แต่ช่างเหอะ สรุปว่ามันคือความรู้สึกอะไรก็ไม่รู้
     
          แล้วเราเองก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับ ความรัก แต่ประการใดนะ แค่เขียนแล้วมันเพลิน โยงไปได้ไงไม่รู้
          
          ก็ความรู้สึกคนเรามันก็มีอยู่ไม่กี่อย่างเองนี่นา รัก โลภ โกรธ หลง เป็นเรื่องธรรมดาเนอะ
    April 01

    ความรัก (อีกแล้ว)

    ความรักของเราจะเป็นแบบนี้จริงหรอ
    ไม่มีใครตอบได้นอกจากตัวเราและคน ๆ นั้น
    ที่อาจะมีหรือไม่มีตัวตนก็ได้
    ก็หวังว่าจะเจอคน ๆ นั้น ในวันที่เหมาะสมเช่นกัน
     
     
    เกิดวันพุธ ...

    คนเกิดวันพุธ มักมีดวงเกี่ยวกับความรักในแบบที่ลึกซึ้ง
    ไม่รักเพียงหวือหวาให้ตื่นเต้นเร้าใจเท่านั้น
    ด้วยธรรมชาติและพื้นดวงที่เป็นคนช่างคิดช่างตรอง
    รอบคอบกับทุกเรื่องราวเสมอ
    ดังนั้นกับในเรื่องรัก
    คุณจึงต้องมั่นใจก่อนที่จะเอื้อมมือไปคว้ามาแนบใจ
     
    เสน่ห์ที่โดดเด่นของคนวันพุธอยู่ที่ศิลปะ ในการพูดจาทำให้ใคร ๆ หลงเคลิ้มได้เสมอ และยังเป็นคนฉลาด มีไหวพริบดีอีกด้วย
    นั่นเป็นจุดเด่นที่ทำให้คนรอบข้างชื่นชมเป็นพิเศษ
     
    แต่แม้ว่าจะมีใจชอบใคร
    คนวันพุธจะไม่เปิดเผยทุกอย่างแก่คนรัก เนื่องจากเป็นคนมีโลกส่วนตัว
    ชอบเก็บบางเรื่องราวไว้กับตัวเอง เหมือนกับที่เป็นคนชอบอิสระ
    และรักสนุกไม่น้อยเลยทีเดียว
     
    คนเกิดวันพุธจริง ๆ แล้วมี 2 แบบคือแบบ ที่ควักเงินทุ่มให้คนรักแบบสุด ๆ
    กับอีกประเภทคือเหนียวสุด ๆ กับคนรัก
    คุณเป็นแบบไหนก็คงต้องตรวจสอบดูตัวเอง
    แต่ที่มีอยู่ในตัวคนวันพุธทั้ง 2 แบบ ก็คือมักจะงคนที่อ่อนวัยกว่า
    เพราะอยากที่จะดูแลคนรักของตนแบบแสนห่วงหวง และคุณก็มักชอบมีรักแบบที่ค่อย ๆ ใกล้ชิดติดใจกันไปทีละนิด
    คุณแพ้คนที่เข้าใจคุณถ่องแท้
    ดวงของคุณจึงมีแนวโน้มที่จะพบรักที่ซาบซึ้งตรึงใจและมีความผูกพันกันมาก เพราะเป็นความรักที่มีพัฒนาการเต็มไปด้วยความเข้าใจในกันและกัน
    พยายามที่จะรู้จักตัวตนแท้ ๆ ของกันและกันนั่นเอง
     
    คนวันพุธโชคดีที่ได้คบกับคนคล้าย ๆ กัน รสนิยมไม่ต่างกันราวฟ้ากับดินนัก คุยกันรู้เรื่อง
    ถ้าใครที่ดูดีอย่างเดียว แต่คุยกันไม่รู้เรื่อง
    ทัศนคติต่างกันมาก ๆ คนวันพุธจะละความสนใจทันที หากเมื่อใดที่อกหัก
    คนวันพุธก็จะไม่ฟูมฟายมากนัก แม้จะปวดใจเพียงใด คนที่เป็นคู่รักของคนวันพุธได้ดี
    ต้องมีลักษณะของความเป็นเพื่อน เฮไปไหน ๆ ด้วยกันได้
    ถ้าทำสวีทเป็นเจ้าของเกินไปมักอยู่กับคนวันพุธได้สั้นกว่าที่หวัง 

     
    คนที่ต้องการ...
     
     
     หนังสือเล่มหนึ่งเคยถามฉันว่า..
     "คนที่เข้าใจในตัวคุณมากที่สุด คุณอยากให้เป็นประมาณไหน?"
     
     ฉันคงตอบว่า...
     "แค่รับความเลวของเราได้มากกว่าใคร
     และพร้อมจะอยู่เคียงข้างเราเสมอ ก็เพียงพอแล้ว"
      
    ทุกคนต่างมีความเลวด้วยกันทั้งนั้น
    ฉันเองก็มีข้อเสียเยอะ รู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง
     
    แต่มันจะดีสักแค่ไหน ถ้ามีใครสักคนที่ "รับความเลว" ของคุณได้
     
    บางคนคาดหวังไว้ว่าคนที่จะคบ ต้องดีอย่างนู้นอย่างนี้
    คงไม่มีใครคิดไว้เลยว่าจะต้องกินเหล้า เจ้าชู้ พูดจากวนประสาท
     
    แต่พอเจอคนนั้นจริงๆ
    คนที่คิดว่า "ใช่" กลับไม่ได้เป็นเหมือนที่วาดเอาไว้
     
    เพราะ "ความรัก" มันกำหนดไม่ได้ว่าจะให้รักคนนี้ ไม่รักคนนั้น
     
    ที่กำหนดได้มันคือ "ความชอบ" มากกว่า
     
    ** แต่ที่สำคัญ คือ
    ถ้าเค้าสามารถรับความเลวของคุณได้ด้วยเหมือนกันล่ะ มันเจ๋งขนาดไหน
     
      
    แล้วคนที่คุณกำลังคบอยู่ตอนนี้ล่ะ เป็นเหมือนที่คุณวาดไว้รึปล่าว
      
    ถ้าเป็นคุณก้อควรบอกเค้านะว่าเค้าน่ะ เป็นญ/ชในฝันของคุณเลย
      
    แต่ถ้าไม่ใช่...
    คุณก้อควรบอกให้เค้ารู้ว่า..
    ไม่ว่าเค้าจะดีหรือเลว
    จะต่างจากที่คุณฝันไว้แค่ไหน
    แต่คุณก็ยัง "รัก" เค้า
     
     
    อันนี้ไม่ได้เขียนเอง แต่มันตรงดีกับความคิดเราดี
    เป็นสิ่งที่คิดมาตลอด แต่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าจะเจอใครแบบนี้รึเปล่า
     
    ก็แปลกดี ที่เขียนเรื่องความรัก ทั้งที่ไม่มีความรัก
    อ่านะ

     

    ป.ล. ลืมไปว่าถึงยังไง คนเราทุกคนก็ต่างมีความรักอยู่ในหัวใจกันอยู่แล้ว

    เพราะฉะนั้นก็คงไม่สำคัญหรอกที่เราจะมีหรือไม่มีความรักในแบบที่คนทั่วไปเข้าใจอยู่ก็ตาม


    March 23

    ถอยห่างหนึ่งก้าว รักเราเท่าเดิม

     
     ถอยห่างหนึ่งก้าว รักเราเท่าเดิม
     
    ในความเป็นไปของชีวิต
    คนหลายคนยอมที่จะอยู่เป็นโสด
    เพียงเพื่อจะได้ใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงในกรอบของตัวเองอย่างที่ไม่มีใครมาทัดทานได้
    เขาเหล่านั้นมักคิดว่า เมื่อความรักเริ่มต้น ชีวิตผจญภัยก็พังทลาย
    เมื่อรับใครอีกคนเข้ามาในชีวิต โลกส่วนตัวของพวกเขาก็จะล่มสลาย
    ความรักกลืนกินโลกใบเดิมของเราไปจริงหรือเปล่า?
    ความใกล้ชิดจะทำให้เราสูญเสียจุดยืนที่แท้จริงอย่างนั้นใช่ไหม?

     
     

    แต่ฉันไม่คิดอย่างนั้น... คนเราทุกคนมีโลกกลม ๆ คนละใบ กว้างบ้าง
    เล็กบ้างตามความพอใจ ในโลกกลม ๆ ใบนั้นเราต่างบรรจุวิถีชีวิต ความรัก ความคิด ความเป็นตัวเองไว้อย่างเต็มเปี่ยม และเมื่อความรักปรากฏตัว โลกกลม ๆ
    ของคนอีกคนก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
    แต่ใช่ว่าเราจะต้องกระโดดออกจากโลกของเราไปอยู่ในโลกของเขาเสียเมื่อไหร่
    แล้วไม่มีความจำเป็นใดที่เขาจะต้องกระโดดออกจากโลกของเขามาอยู่ในโลกของเราด้วย

    วิธีง่าย ๆ ที่จะทำให้คนสองคนมีโลกใบเดียวกัน
    โดยไม่ละทิ้งโลกส่วนตัวใบเดิมก็คือ "การยูเนี่ยน" (UNION)โลกสองใบเข้าไว้ด้วยกัน มันเป็นวิธีง่าย ๆ
    ตามหลักคณิตศาสตร์ที่เราเคยเรียนรู้กัน เมื่อวงกลมสองวงคล้องเกี่ยวกันไว้
    ส่วนที่อยู่ในเนื้อที่ของกันและกันนั้น เราเรียกว่า"อินเตอร์เซ็คชั่น" (INTERSECTION) ซึ่งข้อดีของมันก็คือ
    ช่วยให้วงกลมสองวงที่ไม่คุ้นเคยกันมาก่อน ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
    ได้แชร์ชีวิตร่วมกัน และมีโลกใบเดียวกัน ในขณะที่ส่วนอื่น ๆ
    ที่ไม่ได้ถูกอินเตอร์เซคชั่นนั้น ก็ยังมีชีวิตของมันต่อไป
    และมันก็ยังเป็นโลกใบเดิมที่บรรจุความเป็นตัวของตัวเองไว้อย่างครบถ้วน

    เหมือนความรัก.... โลกที่คนสองคนเกี่ยวคล้องกันไว้นั่นแหละ
    คือโลกที่ความรักสร้างขึ้น คือโลกที่คนสองคนจะโอบกอดกันได้ทุกเวลา
    และแชร์ทุกอย่างร่วมกัน ตั้งแต่กินข้าวด้วยกัน ดูหนังด้วยกัน ฟังเพลงด้วยกัน ห่มผ้าผืนเดียวกัน.. มันเป็นโลกที่แสนอบอุ่นสำหรับคนเหงา แต่ถ้ารู้สึกว่า
    อยากกลับไปเยี่ยมเยือนโลกใบเดิมของตัวเองสักหน่อย
    ก็แค่กระโดดออกจากส่วนที่อินเตอร์เซคชั่นไว้
    ห่างออกมาสักหนึ่งก้าว...วิถีชีวิตอิสระของนักผจญภัยก็จะเดินหน้า
    ในขณะที่โลกสองใบก็ไม่ได้แยกจากกันไปไหน
    เพราะมันเกี่ยวคล้องกันไว้อย่างแน่นหนา

    เพราะฉะนั้นฉันจึงเชื่อว่าความรักกลืนกินโลกของใครไม่ได้หรอก
    นอกเสียจากว่าคนสองคนเต็มใจที่จะเคลื่อนวงกลมเข้าใกล้กันเองจนซ้อนกันมากขึ้น ๆ และกลายเป็นวงกลมเดียวกันในที่สุดที่ใช้ชีวิตในวงกลมเดียวกันอย่างที่ไม่เคยรู้สึกว่าความรักจะลดน้อยลงไปได้เลย........



    ที่มา Forward Mail
    ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

     

     

    อืม...เราก็คิดคล้ายแบบนี้นะ คนทุกคนย่อมมีโลกส่วนตัว

    แต่ก็คงมีบางส่วนในชีวิตที่คนสองคนจะยูเนี่ยนกันได้ ซึ่งแต่ละคู่ก็คงมีมากน้อยต่างกันไป
    ยิ่งยูเนี่ยนกันได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งอินเตอร์เซ็คกันได้มากเท่านั้น ก็คงทำให้เข้าใจกันมากขึ้น
    แต่บางทีแค่เข้าใจและรักกันมันก็ไม่พอ การคบกับใครสักคนมันมากกว่านั้น ไม่ใช่แต่ความสัมพันธ์แบบคนรักเท่านั้นนะ
    มันรวมไปถึงทุกคนที่รักและแคร์ เราคิดว่าการยอมรับความแตกต่างของอีกฝ่ายก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันเลย
    ถ้าใจเรายอมรับได้ซะอย่าง การกระทำมันก็แสดงออกมาอย่างบริสุทธิ์ใจเอง
    การเปลี่ยนแปลงใครมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด และคงไม่ยั่งยืน
    การปรับตัว ปรับใจ น่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า
    สำหรับเราแล้ว ถ้ามีใจก็ทำได้ทุกอย่าง แต่ถ้าหมดใจ จะทำยังไงก็คงสูญเปล่า
    ใจคนเรายากแท้ หยั่งถึง
    ถ้าคนส่วนใหญ่คิดถึงใจคนอื่นก่อนจะทำอะไรตามใจตัวเองบ้าง ก็คงดี
    เราไม่ได้บอกว่าให้ทำตามใจคนอื่น จนลืมตัวตนของตัวเอง
    แค่คิดว่าถ้าเราเป็นเค้า จะรับได้มั๊ย รู้สึกอย่างไร เท่านั้นก็พอ (มั๊ง)
    เอ่อ... ว่าแต่ว่า พิมพ์มาตั้งนาน เพื่ออะไรเนี่ย งงตัวเองเหมือนกันแฮะ (แป่ว)
    (แต่รักที่ผ่านพ้นไป ก็คงเป็นได้แค่ความทรงจำ จะก้าวหรือถอย ก็ไม่ได้แล้วล่ะ)
     
     
    อยากทำอะไร ๆ ได้ดังใจคิด อยากพยายามให้ได้มากกว่านี้
    แต่บางทีก็รู้สึกเหนื่อย ทั้งที่บางทีก็คิดว่าเราเหนื่อยง่ายเกินไปมั๊ย
    เฮ้อ...ขัดแย้งในตัวเองอยู่ร่ำไป ที่สุดก็คิดว่า ถึงเหนื่อยแค่ไหนก็ต้องพยายาม
    ชีวิตเรายังต้องเจออะไรอีกเยอะ ถ้าเรื่องแค่นี้ทำไม่ได้ แล้วต่อไปจะทำยังไง
    รู้สึกได้ ท้อได้ เหนื่อยได้ พักได้ แต่ต้องไปต่อให้ได้เหมือนกัน (พัก...แต่ต้องไม่แพ้ ไม่ต้องแข่งกับใคร แค่ใจตัวเอง ชนะให้ได้ก็แล้วกัน)
    บางเรื่อง ก็ไม่ควรหาเรื่องมาใส่ตัวเลย แต่ตัดสินใจไปแล้ว คิดเอง ทำเอง ไม่มีใครบังคับ
    ก็จำไว้เป็นบทเรียนก็แล้วกัน
    ไม่มีใครหวังดีกับเรา ที่สุดแล้วคนสุดท้ายที่อยู่กับเราเสมอก็คือ ครอบครัว
    โดยเฉพาะ ที่ให้เรามาทั้งชีวิต แล้วชีวิตนี้ เราจะตอบแทนอะไรให้ท่านได้บ้าง...???
    เป็นคำตอบที่มีอยู่ในใจ แต่ทำได้แค่ไหนไม่รู้
    แต่ที่รู้ คือ ต่อให้ทำอะไร แค่ไหน ก็รู้สึกว่าไม่เพียงพอ
     
     
    ป.ล. เอ่อ...ว่าแต่ ทำไมเวลาเขียนไดอารี่ ไม่เห็นเขียนได้แบบนี้เลย
    เรื่องนี้ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เหมือนกัน
    แล้วมันต่างกันยังไง อาจเป็นเพราะความถี่หรือเปล่า
    รู้สึกว่าเขียนได เราพยายามจะเขียนให้ได้ทุกวัน
    แต่เขียนสเปซ เวลาที่อยากปลดปล่อยความคิดและอารมณ์จริง ๆ
    ทั้งที่บางทีก็ไม่มีเรื่องจะอัพ แต่พอได้อ่านบทความหรือข้อความบางอย่าง
    ก็มีเรื่องให้เขียนได้อ่ะ
     
    ใครคิดยังไง ช่วยบอกที
    (ทุกเรื่องอ่ะนะ)
    March 17

    ความคิด

    ขึ้นชื่อเรื่องด้วยเรื่องนี้ เพราะ รู้สึกว่า บางที คนเราอยู่ในวังวนของความคิดมากเกินไปรึเปล่า
    หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ คิดมาก นั่นเอง แต่เราว่า บางทีมันก็ไม่ได้ คิดมาก เสมอไปหรอกนะ
    เพราะความรู้สึกว่า คิดมาก ของเรา อาจจะยัง คิดน้อย เกินไปสำหรับคนอื่นก็ได้
     
    คิด คิด คิด คิดกันไปมากมาย ไม่รู้จะคิดกันไปเพื่ออะไร
    ความคิดมากมายในชีวิตคนเรา คงมีหลายครั้งที่หลายคนคงคิดเหมือนกัน
     
    เคยคิดกันใช่มั๊ย ว่าคนเรา เกิดทำไม ใช้ชีวิตอยู่ทุกวันนี้เพื่ออะไร
    แต่พอมีหลายคน คิด ที่จะไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ต่อไป คนส่วนใหญ่ ก็มักจะ คิด ว่า คน ๆ นั้น สิ้นคิด
    ทั้ง ๆ ที่เค้าก็มีสิทธิจะคิด
     
    เฮ้อ ก็แล้วแต่คนเราจะคิดกันไปล่ะเนอะ แต่ละคนก็ย่อมมีเหตุผลในตัวเองล่ะนะ
     
    ทำไมเราจะต้องมีความลับกันด้วยเนอะ
    ทำไมต้องมีเรื่องที่บอกใครไม่ได้
    ทำไมต้องคิดคนเดียวในใจ
    ทำไม ทำไม และทำไม
     
    มีแต่คำถาม แต่บางทีก็ไม่ต้องการคำตอบ
     
    ไม่รู้จะอัพไรแล้ว ยิ่งอัพยิ่งงงเอง
     
    ความคิด มันพาไป ถ้าไม่อยากให้ ความคิด พาไป ก็ต้อง คิด อย่างมีสติใช่มั๊ย
    รู้แต่ทำยากเนอะ อ่านะ พอดีกว่า ฟุ้งซ่านใหญ่แล้ว
    March 05

    Rain and Tears

    สายฝนกับหยดน้ำตา
    คงสภาพความรู้สึกที่คล้ายกัน
    สายฝนมักมากับท้องฟ้าที่ดำทมึนและแสนเศร้า

    น้ำตามักมากับความเหงาถึงใครซักคนที่ไม่ยอมจางหายไปจากใจ
    เวลาน้ำตามันจะพาลไหล..สายฝนอาจช่วยปกปิดรอยคราบน้ำตาได้

    ทั้งสองสิ่งจึงเป็นเสมือนสิ่งเตือนใจให้เรารู้ว่า ชีวิตเราคงต้องมีหลายๆครั้งที่ต้อง

    เผชิญกับสายฝนและหยาดน้ำตา

    และทั้งสองเช่นกันก็เป็นสิ่งที่จะปลอบเราว่า ฟ้าหลังฝนย่อมมีสายรุ้งอันสดใส
    หลังคราบน้ำตาก็ต้องมีสิ่งที่ดีกว่ารอคอยเราอยู่ข้างหน้า.......

    :-( :-)

     

    ชอบอ่ะ

    February 16

    เวลาและการเปลี่ยนแปลง

    วันเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปก็ทำให้อะไรหลายอย่างเปลี่ยนไปด้วย
    ก็เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตน่ะแหละ
    อย่างตอนนี้ เราเองก็มีหลายสิ่งในชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน
    ซึ่งส่วนใหญ่คิดว่าเป็นเรื่องที่ดีนะ (ถ้ามองในภาพรวม)
    ทั้งกิจกรรม และหัวใจ (เรื่องอื่น ๆ อีก ฯลฯ)
    มีคนส่งเมล 12 ปีนักษัตรกับความรักมาให้
    อ่านแล้วคิดว่าก็โอเคอยู่นะ หลายอย่างถ้าเป็นอย่างที่เค้าทำนายก็ดีเหมือนกัน
    เพื่อน ๆ ที่เกิดปีเดียวกันก็ลองอ่านดูนะ ไม่รู้ว่าจะตรงกับคนอื่นมั๊ย
     
     
    ปีขาล (เสือ)

         แม้เป็นเสือที่มีเขี้ยวเล็บแพรวพราว แต่ชาวปีขาลกลับมีความอ่อนไหวในเรื่องความรัก จึงไม่น่าแปลกที่แวดวงคนเกิดปีนี้จะอบอวลไปด้วยความรักอย่างมากมาย แต่กว่าจะหารักแท้หรือที่จะเป็นคู่ชีวิตก็ยากเต็มที เพราะความเป็นเสือซึ่งก็บอกยี่ห้ออยู่แล้วว่า ทั้งเขาและเธอ รับรองคุณภาพของความเจ้าชู้ได้ทุกคน จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความร้อนแรงของวันเกิดและเดือดเกิดอีกที คนเกิดปีขาลเป็นคนที่เริ่มต้นใหม่กับความรักได้เสมอ เข้าทำนองอกหักดีกว่ารักไม่เป็น ลูกเล่นในเรื่องความรักความใคร่แพรวพราว คารมคมคายน่าหลงใหล คนเกิดปีนี้จึงทำให้คนรักได้ไม่ยากเย็น หนุ่มสาวปีขาลไม่ชอบหลอกตัวเอง เป็นคนใจแข็งปานเหล็ก เรียกว่าต่อให้รักขนาดไหน ถ้ามีสิ่งที่ไม่พอใจมากระทบความรู้สึก ประเภทที่รับไม่ได้ก็ตัดใจได้ทันทีเหมือนกัน ลักษณะเฉพาะตัวที่เด่นๆ ของเขาอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความเป็นคนช่างสังเกต แม้ต่อหน้าเหมือนไม่ใส่ใจอะไรเลย แต่ถ้าเป็นคนที่ถูกใจใครจับจะตาคนๆ นั้น ประเภทไม่ให้พลาดเลยทีเดียว คนปีเสือมักจะมีเรื่องประหลาดเกี่ยวกับความรักเกิดขึ้นกับเขาอยู่เสมอ ถ้าเขาหลงรักใครก็จะหัวปักหัวปำประเภทเอาช้างมาฉุดก็ไม่อยู่แต่สำหรับความผิดหวังแล้วเป็นคนละเรื่อง เมื่ออกหักก็จะจากไป ไม่ให้ความทุกข์ตามไปด้วยเป็นอันขาด

     

     

    ถึงจะเพิ่งผ่านวาเลนไทน์มาก็ไม่อยากอัพแต่เรื่องความรักแบบหนุ่มสาวหรอกนะ

    ถึงแม้ความรักแบบนั้นจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

    แต่ก็คงไม่ใช่ทั้งหมดใช่มั๊ยล่ะ

    ไม่ว่ายังไงก็ขอให้ทุกคน

    "มีความสุขกับความรักมาก ๆ นะ แล้วอย่าลืมรักตัวเองด้วยล่ะ"

     

     

    อยากที่บอกตั้งแต่แรก ตอนนี้ชีวิตมีความเปลี่ยนแปลงมากมาย

    แต่ถ้าปัจจุบัน ณ เวลานี้ คงไม่พ้นเรื่องงาน สอบ และชุมนุม

    ที่เล่นเอาเหนื่อยสุด ๆ เลยเหมือนกัน

    ไม่เคยไม่ได้นอนเกือบทั้งอาทิตย์แบบนี้มาก่อนเลย

    แต่ยังไงก็ต้อง fight ๆ fight กันต่อไปล่ะนะ

    เป็นกำลังใจให้ตัวเองและทุกคนด้วย

     


    ป.ล. ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการมาเขียนสเปซแบบนี้

    เป็นเรื่องที่ควรทำรึเปล่า

    เพราะบางทีก็ไม่รู้ว่าควรหรือไม่ควรเล่าเรื่องไหนดี

    ทั้งที่เราก็ไม่ค่อยมีความลับอะไรหรอก ใครถามอะไรก็เล่าได้ (เฉพาะเรื่องของตัวเองอ่ะนะ)

    แต่ถ้าไม่มีใครถามก็ไม่รู้จะเล่าไปทำไมใช่มั๊ยล่ะ

    ที่เขียนก่อนหน้านี้คงเพราะอยากระบายมากกว่า

    แต่ตอนนี้ก็มีไดอารี่เป็นของตัวเองแล้ว แม้บางวันอาจจะไม่ได้เขียนบ้างก็เหอะ

    ก็คงไม่ค่อยได้มาอัพสเปซบ่อยเหมือนเดิมแล้วล่ะ

     

    ป.ล. ดีใจที่สุดที่มีครอบครัวและเพื่อนแบบนี้

    January 16

    บทเรียนของเมื่อวาน

    ถึงปีใหม่จะผ่านมา จนเลยวันเด็กไปแล้ว
    แต่เราก็รู้สึกว่ายังไม่ได้ทำอะไรใหม่ ๆ  ในชีวิตเลย
    สิ่งที่คิดว่าจะทำ  ก็ไม่รู้ว่าจะทำได้รึเปล่า
    แต่เราก็ต้องพยายามให้ถึงที่สุดใช่มั๊ยล่ะ
    ก็พยายามทำอะไรที่ไม่อยากทำนี่มันทรมานจังเลยเนอะ
    แต่ก็เอาเถอะ  เพื่อสิ่งที่ดีกว่า  บางครั้งเราก็ต้องทนฝืนใจให้ได้ใช่มั๊ย
    แนนบอกว่า  แล้วเราจะต้องผ่านช่วงนี้ไปได้
     
     
     
    ขอบคุณทุกคนที่เป็นกำลังใจให้เรานะ
    มีคนบอกว่าคนที่จริงใจและรักเราจริง ๆ
    จะเห็นกันก็ตอนที่เรามีความทุกข์ใช่มั๊ย
    พอมานึก ๆ  ดูแล้ว  ช่วงที่เราแย่ ๆ  แต่ละครั้ง
    คน ๆ  นั้นก็อยู่กับเราเสมอเลย
    ดีใจที่มีแก
    Good friends are hard to find, harder to leave, and impossible to forget.
     
     
    เลือกที่ฝึกงานแล้ว  ที่มูลนิธิดวงประทีปล่ะ  อยู่แถว ๆ  คลองเตย
    เมื่อวานพอไปดูงานเสร็จก็เลยไปหาหอมา
    ไม่คิดเลยว่าการหาหอพักมันจะยากขนาดนี้
    เหนื่อยมาก ๆ  แต่ก็โชคดีที่ยังหาได้
    แม้จะต้องขึ้นรถเมล์อีก  2  ต่อ  แต่ก็ไม่ไกลเท่าไหร่นัก
    ปิดเทอมนี้จะเป็นยังไงนะ  กับการฝึกงานที่นี่
    กลับมาถึงคิดว่าจะหลับเป็นตาย  ที่ไหนได้
    ไม่ยักกะหลับแฮะ  แล้วก็ต้องนอนดึกอีกเหมือนเคย
    ตอนเช้าเลยตื่นมาแบบไม่อยากไปเรียน
    รอรถ  คนก็เยอะมากมาย  มัวแต่โอ้เอ้  กินข้าว  ไม่ยอมขึ้นรถ
    มาสายจะได้ไม่ต้องเข้าเรียน  แล้วก็ไม่ต้องเรียนจริง ๆ
    เพราะอาจารย์ล็อคห้องเลย  ก็เลยมีข้ออ้างไม่ต้องเข้าเรียนเลย 
    มันควรจะดีใจ หรือเสียใจเนี่ย
     
     
    อยากทำงาน part time จังเลย
    จะได้มีตังค์ใช้กะเค้ามั่ง
    ช่วงนี้ทำไมใช้ตังค์เปลืองจังเลย  ทั้ง ๆ  ที่ของก็ไม่ได้ซื้ออะไรมากมาย
    อ้อ...ที่แท้ก็ซิ้อแต่ของกินนี่เอง  ถึงได้อ้วนกลม ๆ  ยังงี้ไงเล่า
    แถมยังไม่ได้ออกกำลังกายอีก  สงสัยปีหมูนี้ได้เป็นหมูจริง ๆ  แน่เลย
    แต่ถึงจะรู้งี้  ก็ยังไม่หยุดกินอยู่ดี  เหอ ๆ
    ก็คนมันจะกินนี่เนอะ
     
     
    นึกเรื่องเขียนไม่ออกแล้วล่ะ  บ่นอะไรไร้สาระไปเรื่อย
    เดี๋ยวจะมีคนจิตไม่ว่าง (บางคนที่ไม่ใช่เพื่อนเราแน่ ๆ)
    มาเม้นอะไรไร้สาระอีก  จะพารกหูรกตา  รกสเปซเปล่า ๆเนอะ
    แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก  เราเข้าใจ 
    ก็อุตส่าห์เรียนสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ฝ่ายจิตมาทั้งทีนี่นา
    เรื่องแค่นี้  เข้าใจดี
    (แต่จริง ๆ แล้วก็อยากเข้าใจอะไรได้ง่าย ๆ ทุกเรื่องน่ะแหละ)
    December 29

    up อีกแล้ว

    ช่วงนี้รู้สึกจะอัพบ่อยเหลือเกิน  ก็นะ...วันนี้มันไม่มีอะไรทำนี่นา
    สอบเสร็จแล้วก็เลยมานั่งเล่นเนท  ตอนแรกก็ว่าจะไม่อัพหรอก
    แต่แบบว่า...ว่างจัดอ่ะนะ
     
    เรื่องจะอัพมันก็ไม่ค่อยมีเท่าไหร่  ก็เพิ่งอัพไปเมื่อวานเองนี่
    แถมพิมพ์ก็ไม่ค่อยถนัด  เพราะเมื่อวาน  (แอบ)  ไปต่อเล็บมาล่ะ
    พรุ่งนี้แม่เห็นจะว่าไงเนี่ย  กลัวโดนดุชะมัด
    แต่มันอยากทำนี่  นาน ๆ  จะได้ไปเดินตลาดนัดตอนที่ร้านว่าง ๆ  ซะที
    แต่ว่า  ตอนนี้เริ่มเสียดายตังค์แล้วล่ะ  วันนี้เลยไม่มีตังค์ไปเที่ยวเลย
     
    ในที่สุดก็สอบเสร็จแล้ว  แต่ว่า...ว่างจังเลย  ไม่มีไรทำ
    บ้านก็ไม่ได้กลับ  เพราะแม่จะมารับพรุ่งนี้พร้อมผองเพื่อน
    ได้ข่าวว่าวันนี้  เพื่อน ๆ  ที่ส.ญ.นัดกันไปโรงเรียน
    ไม่รู้ว่ามีใครไปบ้าง  ทำไมไม่เห็นมีใครบอกไรเราเลยนะ
    แต่อาจเป็นเพราะว่าไม่มีใครรู้เบอร์  ก็ไม่ได้บอกใครนี่หว่า  (แป่ว)
    แล้วจะโทษใครเนี่ย  สมควร!! 
     
    อยากเจอแนนจัง  ชั้นไม่ได้เจอแกมาเกือบปีแล้วนะ  คิดถึงเว้ย
    ตอนแรกคิดว่ากลับมาจากปีใหม่แล้วจะไปหาซะหน่อย
    แต่งานเจ้ากรรม  ทำไมมันเยอะแยะอย่างนี้
    เซ็งเลย  อดไป  ไม่เป็นไร  คราวหน้ายังมี
    สักวัน  ชั้นคงได้เจอแก...
     
    นั่งเลยเนทไป  เลยมีไรมาอ่านเล่น ๆ  แหละ  ไม่ได้หมกมุ่นเรื่องนี้นะ  แค่มันบังเอิญ
     
    6 สิ่งมหัศจรรย์เกี่ยวกับความรัก
    Contributed by Funky ตั้งแต่ วันศุกร์, 29 ธันวาคม 2006 @ 12:00:08 ICT

     

    1. คนที่ใช่ ไม่ได้มีเพียงคนเดียว
    ถ้าคุณคิดว่าคุณทำคู่แท้หลุดมือไปแล้วล่ะก็ อย่าเสียใจไปเลย โลกนี้เต็มไปด้วยผู้ชายที่มีแนวโน้มจะเป็นคนที่ใช่เยอะแยะ

    "เหตุผลที่ผู้หญิงมากมายทุกข์ใจจากการเดทก็เพราะพวกเธอเชื่อว่าโลกนี้มีผู้ชายแค่คนเดียวที่ถูกสร้างมาเพื่อเธอ"

    แต่นั่นไม่จริงหรอก ถึงเราจะกำหนดสเป็คและคาดหวังว่าเราต้องการอะไรและผู้ชายแบบไหน
    แต่ถ้ามีใครสักคนผ่านเข้ามาที่ใกล้เคียงกับมาตรฐาน กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดที่เราวางไว้ก็จะกระเด็นออกนอกหน้าต่างไปเอง

    2. รักแรกพบมีจริง
    มันเป็นไปได้ที่เราจะรักใครซักคนที่เพิ่งเจอแค่แป๊ปเดียว

    "ทางชีวภาพสัตว์ต้องหาคู่ให้ได้ก่อนฤดูผสมพันธุ์สิ้นสุด ก็เลยต้องถูกตาต้องใจกันอย่างเร็ว"

    ในเมื่อสมองเราก็ส่งสารแบบนั้น เราก็เลยสามารถตอบโต้ตัวกระตุ้นอย่างความชอบ ภาษากายและความเข้ากันได้อย่างรวดเร็ว

    3. อยู่ห่างๆ กันบ้างก็ดี
    ในขณะที่คุณกำลังคลั่งรักหัวปักหัวปำ สิ่งที่คุณอยากทำก็คืออยากเอาอกเอาใจเขา และอยากเกาะติดเขาแจได้ทั้งวันทั้งคืน

    "การอยู่ห่างกันทำให้สารเคมีแห่งความรักอย่างโดพามีนและนอเรฟฟินเนฟฟิลในสมองเพิ่มผลผลิต"

    ดังนั้น ไม่เป็นไรหรอกที่จะไม่นัดเจอเขาคืนวันอังคาร ถ้าคุณจะต้องเจอเขาวันพุธ มองแบบนี้ซิ มันจะทำให้การพบกันตอนสุดสัปดาห์ของคุณเร่าร้อนกว่าเดิม

    4. ความรักไม่ใช่เรื่องของอารมณ์
    ความรักกระตุ้นสมองส่วนที่สัมพันธ์กับการจดจ่อไปที่แรงจูงใจ และแรงผลักดันเพื่อจะชนะรางวัล เช่นอาหารหรือเซ็กซ์ ซึ่งตรงข้ามกับสมองส่วนความรู้สึก เช่นความสุขหรือความเศร้า ตอนนี้เราก็รู้แล้วว่าทำไมเราถึงว้าวุ่นใจเป็นพิเศษสำหรับคนที่ทำให้ชีพจรเราเต้นรัว

    5. ความรักเป็นสิ่งเสพติด
    เมื่อเราดูรูปคนรักเก่า ส่วนของสมองที่เกี่ยวข้องกับการเสพติดแอคทีฟเป็นพิเศษเลย โดพามีนถูกหลั่งออกมา แล้วเราก็รู้สึกเคลิบเคลิ้มจิตใจหวั่นไหวล่องลอยอย่างแรงเหมือนใช้ยาเสพติดเลย นั่นคือสาเหตุที่เราโหยหาหวานใจเราไง

    6. ผู้ชายรักง่ายกว่าผู้หญิง
    เรามีแนวโน้มจะคิดว่าผู้หญิงรีบร้อนที่จะมีรัก แต่ความจริงผู้ชายเป็นอย่างนั้นมากกว่า

    "สมองผู้ชายติดตั้งสัญญาณเกี่ยวกับการมองเห็นมากกว่า"

    ดังนั้น เมื่อหนุ่มเห็นสาวที่ทำให้เครื่องเขาติด ก็จะมีแรงไปกระตุ้นสมองส่วนพิเศษที่มีเฉพาะในเพศชาย

     
    อ่านขำ ๆ  นะ  (เหอ ๆ)
    HaPpY  NeW  YeAr  2007
    December 28

    จาปีใหม่แย้ว...

    ก็ใกล้จะปีใหม่แล้วสินะ  แต่เด็ก มธ.เราก็ยังต้องมีสอบช่วงนี้เช่นทุกปี
    1  ปีผ่านไปนี่มันเร็วจริง ๆ  มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเยอะแยะมากมาย
    อย่าพูดเรื่องที่มันเศร้า ๆ  ดีกว่า  ปีใหม่แล้ว  เราก็ต้องทำตัวให้สดใสเข้าไว้สิ  จริงมั๊ย?
     
     
    ตอนนี้กำลังสอบอยู่  ไม่รู้ว่าจะบอกว่ายากหรือง่ายเหมือนกันนะ
    แต่ที่รู้ ๆ  คือทำไมมันรู้จะอ่านอะไรเลยอ่ะ   ไม่ใช่ว่าเก่งแบบข้ารู้แล้ว  ไม่ต้องอ่านนะ
    แต่มันไม่มีชีทจะอ่านอ่ะดิ  เซ็งสุด ๆ  แล้วงี้จะเอาอะไรไปสอบเนี่ย
    ไอ้  lecture ที่มีมันก็ไม่ครบซะอีก  ต่อไปหนูจะไม่โดดแล้ว  (เหอ ๆ)  เห็นพูดงี้มา 3 เทอม

    อาจารย์ก็นะ  ไม่บอกแนวข้อสอบมั่งเลย  อ่านมันเข้าไปก็แล้วกัน  เฮ้อ...

    เกรดออกครบแล้ว  แต่ทำไมมันไม่มีเอให้ชื่นใจมั่งเลยอ่ะ 

    คนอื่นเค้าเรียนวิชาคณะ  วิชาภาคกันแล้วเกรดขึ้นเอา ๆ  แต่ดิฉัน  ลดเอา ๆ แล้วมันจะถึงที่ตั้งใจไว้มั๊ยเนี่ย

     

     

    พอดีกว่า  พูดเรื่องเรียนเยอะ ๆ  เดี๋ยวเครียด  ปีใหม่นี้  เพื่อน ๆ  พี่ ๆ  กรุ๊ปเดิมจะไปเที่ยวที่บ้านอีกแล้ว
    ก็ดีเหมือนกันจะได้ฉลองปีใหม่กับเพื่อน ๆ  มั่ง  ทุกปีก็อยู่แต่บ้าน 
    นั่งดูทีวีคนเดียวกะโทรศัพท์ happy new year ชาวบ้านเค้า
    จากที่คิดว่า  ปีนี้อาจจะเหงาสุด ๆ  แต่ก็คิดว่าคงจะไม่แล้วล่ะ
    สวัสดีปีใหม่ทุกคนนะ  ขอให้มีความสุขมาก ๆ  คิดอะไรก็สมปรารถนานะ
     
     
     
     
     
    และเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นในปีนี้  ก็ทำให้เรารู้สึกว่า
    รักแม่มากมาย  มากขึ้น  มาก ๆ  เลย
     
     
    December 19

    รักและผูกพัน

    วันนี้..เราอาจจะรู้สึกผูกพันต่อสิ่งหนึ่งจนคิดว่าเราขาดเขาไม่ได้ แต่เวลาจะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป สักวันเราจะรู้ว่า

    สิ่งที่เราผูกพันในวันนี้ เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่เข้ามาเติมชีวิตเราไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตเรา

    วันหนึ่ง...หากเรามีโอกาสได้เจอสิ่งที่ถูกใจสิ่งใหม่ที่เราคิดว่าเราพึงพอใจ ปรารถนา ต้องการ ขาดไม่ได้ เราก้อจะเริ่มผูกพันกับสิ่งใหม่ได้ในเวลาไม่นานนัก

    เมื่อเวลาหนึ่งผ่านไปจะสอนเราได้เองว่าความผูกพันกับสิ่งใด ๆ ในช่วงเวลาหนึ่งจะเป็นความสุขในช่วงเวลานั้น ๆ

    อย่าได้ไปยึดติด อย่าได้ไปใช้ชีวิตทั้งชีวิตไปลุ่มหลง



    **คิดเสียว่า...เราโชคดี...ที่มีโอกาสได้ผูกพันกับสิ่งที่เรารัก**

     

    มีคนบอกว่า...

    ถ้าเรามีความสุขที่เห็นเค้าเดินกับคนอื่น คือ ความรัก
    ถ้าเราเศร้า เหงา อยากเจอ พูดคุย คือ ความรัก
    ถ้าเราร้อนรนที่เขาอยู่กับใคร ๆ ที่ไม่ใช่คุณ คือ ความใคร่ อยากเก็บไว้เป็นเจ้าของคนเดียว
    ถ้าเราท้อหมดกำลังใจ เค้าลูบหลัง ดูแล คือ ความรักที่บริสุทธิ์
    ถ้าเราเข้าหาแต่เค้าหนี คือ ความใคร่ที่หมดเยื่อใยแล้ว
    ถ้าเราหนีแต่เค้าวิ่งตามมา คือ ความรักที่ยังไม่มีจุดจบ
    ถ้าเราร้องไห้ให้กับคนที่ไม่มีเยื่อใยในตัวคุณ คุณคือ คนโง่และบ้าอย่างน่าอาย
    แต่ถ้าเราพอใจ...จงรักและมอบความรักให้กับเค้า แม้มันจะไม่กลับมาหาเราก้อตาม

    **จงดีใจที่ได้รักซะวันนี้ ดีกว่ามานั่งเสียใจในวันหน้า**

    December 16

    อัพแล้วนะ ใครที่บอกว่ารออ่านอยู่ ก็อย่าลืมเข้ามาอ่านล่ะ

    ...Love starts with a smile, grows with a kiss, and ends with a tear.
     
     
     
    ทำไมช่วงนี้  รู้สึกไม่ค่อยดีเลย
    รู้สึกตัวเองว่าช่างเป็นคนที่ไม่มีความสามารถในการทำงานเอาซะเลย
    ทำอะไรก็ออกมาไม่ได้เรื่อง  ไม่ได้ดั่งใจเลยซักอย่าง
    แย่...จัง
     
    แม้กระทั่งเรื่องของ  ความรัก 
    ก็รู้สึกไม่ต่างอะไรกัน 
     
    วันหนึ่งในขณะที่นั่งเรียนอยู่  ก็ได้นั่งคุยถึงเรื่อง  ความรัก
    พอได้ฟังแล้ว  รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจดีทีเดียว
    ไม่รู้ว่าถ้ามีคนได้อ่านแล้ว  จะรู้สึกยังไงบ้าง
    เรื่องมีอยู่ว่า 
    ... มีใครคนหนึ่งกำลังมีปัญหาเรื่องความรัก
    เธอไม่ได้ต้องการอะไร 
    นอกจากความชัดเจนและความบริสุทธิ์ใจของผู้ชายคนหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรักของเธอ
    เธอจะไม่ติดใจเรื่องที่เกิดขึ้นเลย  ถ้าเขาไม่ทำลายความเชื่อใจที่มีให้เขามาตลอดด้วยการกระทำอย่างหนึ่ง
    และถ้าถามว่าตอนนี้เธอยังรักเขาอยู่มั๊ย  เธอคงตอบได้ทันทีว่า  100%  ยังเหมือนเดิม
    แต่ความเชื่อใจนั้น  ไม่รู้ว่าเหลืออยู่เท่าไหร่แล้ว
    ดังนั้น  เธอคิดว่า  เวลา...คงจะช่วยให้เธอตัดสินใจอะไรได้ง่ายขึ้น
    ยิ่งผ่านไปนานเท่าไหร่  เวลาคงจะช่วยตอบคำถามเธอได้
     
    แล้วเพื่อนผู้หวังดี  (หนึ่ง  สอง  และสาม  (นามสมมติ))  (อิอิ) 
    ก็ได้ให้คำ...(ที่เรียกว่าอะไรดี)  แนะนำ  ปลอบโยน  ปลอบใจ  เตือนสติ 
    ให้เธอได้กลับมาคิด  ทบทวนอีกครั้ง
     
    นี่เป็นบทสนทนาตอนหนึ่งที่พวกเขาได้คุยกัน
    หนึ่ง     -  เขารู้ว่าพอพูดไปแล้ว  เธอก็จะว่าแก้ตัว  เขาก็จะบอกว่า  แล้วให้ทำไง  พอเธอพูดว่า  ก็  clear  สิ  เขาก็จะพูดว่าจะ  clear  อะไร  ไม่มีอะไรต้อง  clear
                 (ดูมันสิ  พูดยังกะเป็นตัวเองเชียว)
    เธอ     -  ก็เราพยายามถาม  พยายามคุยไปหมดแล้ว  แต่ตอนนั้น  ทำไมไม่พูดล่ะ  เงียบทำไม
    หนึ่ง     -  ก็ขอคุยใหม่สิ
    เธอ     -  (เหนื่อย)  ทำไม  ถามแล้วก็ไม่ได้คำตอบอยู่ดี  เรารู้...ว่าเรื่องที่เราเจอมันอาจจะไม่ได้มากมายอะไร  แต่เราก็ไม่อยากจะเจอเรื่องที่มากมายกว่านี้ทีหลัง 
                 เรายอมเสียใจตั้งแต่วันนี้ดีกว่า
    หนึ่ง     -  อย่าลืมนะว่าผู้ชายคนหนึ่งอาจรักผู้หญิงคนหนึ่งมากกว่าที่ผู้หญิงคนนั้นรับรู้  เพราะผู้หญิงคนนั้นมีค่าที่สุด  แต่บางครั้งก็ถูกใครบางคนปิดหูปิดตาก็ได้ 
                 ทำให้มองเพชรเป็นถ่าน  มองถ่านเป็นเพชร  ยังไง  เพชรก็คือเพชรอยู่วันยังค่ำ
    เธอ     -  (โห  ดูเปรียบซะเวอร์  เราก็ไม่ได้ดีไปกว่าใครมากมายขนาดนั้น  เราก็คนธรรมดา  อาจจะมีใครที่ดีกว่าเราก็ได้)
    สอง     -  ผู้ชายคนนี้เขารับรู้ความรู้สึกเธอทุกอย่าง...แต่เขาก็ยังทำตัวและความรู้สึกเฉย ๆ  อยู่เลย
    หนึ่ง     -  เพราะเขารู้ว่าสักวันถ่านอาจกลายเป็นเพชร  แต่ในที่สุดเขาก็ต้องรู้ว่ามันไม่มีทางที่จะทำให้ถ่านกลายเป็นเพชร  เพชร  1  กะรัต  แต่  เธอมากกว่า  1 
                 แต่เป็น  2,3,4,5,...
    สอง     -  เขา  (ผู้ชายคนนี้)  รับรู้ไปแล้วว่าเป็น  "เพชร"  เพราะเขาเคยรู้สึกว่าตัวเองเสีย  "เพชร"  ไปแล้ว  แต่ยังไงก็ตาม  ผู้ชายทุกคนไม่เหมือนกันแต่ก็ยังบอกไม่ได้ว่า
                 "รัก"  ของเขาเป็นแบบไหน
    เธอ     -  โห  ดูเปรียบซะเวอร์  เราก็ไม่ได้ดีไปกว่าใครมากมายขนาดนั้น  เราก็คนธรรมดา  อาจจะมีใครที่ดีกว่าเราก็ได้
    หนึ่ง     -  อย่างน้อยเราก็ไม่ได้ไปแย่งของใคร  ผู้ชายทุกคนก็ไม่เหมือนเขา  แต่สิ่งที่หมือนกันคือ  เขามีความรัก
     
    ภาค  2
    หนึ่ง     -  เมื่อนำน้ำตาล  1  ช้อนชาเติมลงในน้ำแล้วน้ำหวานขึ้น 
                 คำถามคือ  มันหวานพอมั๊ยที่จะทำน้ำเชื่อม 
                 คำตอบคือ  ไม่มีทางพอ  จึงต้องเติมช้อนที่  2,3,4,...  จนกว่าจะอิ่มตัว 
                 การอิ่มตัวจะทำให้ทุกอย่างลงตัว  ไม่ต้องการอีก  แล้วจะเกิดความพอเพียง  เกิดการหยุดนิ่งในจุดที่ดีที่สุด  ที่หวานพอดีกับการเป็นน้ำเชื่อม
                 ดังนั้น  ระหว่างที่เติมน้ำตาลทีละช้อน  ก็อย่าเพิ่งหวังว่า  เติม  1  ช้อนแล้วจะพอ  เติมไปเลยทีละหลาย ๆ  ช้อน  ปล่อยให้น้ำถูกเติมน้ำตาลไปเรื่อย ๆ 
                 มิฉะนั้น  น้ำก็จะไม่อิ่มตัวสักที
    สอง     -  ใครเป็นคนกำหนดความหวานของ  "น้ำ"  เธอ  หรือ  เขา  แต่ความแตกต่างมันขึ้นอยู่กับว่า  เขาหรือเธอไม่ได้มีประสาทรับรสที่เหมือนกัน 
                 แล้วอะไรคือความพอเพียงของประสาทรับรสของเขาทั้งสองคน
    หนึ่ง     -  อย่างไรก็ตามความหวานที่จะทำให้เขาและเธออิ่มตัว  ก็อยู่ที่เธอและเขา
                 ขึ้นอยู่กับเธอจะเป็นคนเติมให้เขา  หรือ  ให้คนอื่นมาเติมให้เขา
                 เช่นกันขึ้นอยู่กับเขาจะเป็นคนเติมให้เธอ  หรือ  จะให้คนอื่นมาเติมให้เธอ
                 อิ่มตัว  ไม่อิ่มตัว  ก็ขึ้นอยู่กับเขา+เรา  หาร  2  จุดนี้แหละคือ  จุดดุลยภาพแห่งความอิ่มตัวของความหวาน
                 เธอเติมน้ำตาลให้เขา  เขาเติมน้ำตาลให้เธอ  ต่างตนต่างให้  ต่อให้มีใครมาเติมเพิ่มมันก็ตกตะกอน  ไม่ละลาย  ไม่มีทางเข้ามาผสมกับใจของเรา
    สอง     -  เมื่อไหร่ที่เขาถึงจุดดุลยภาพแห่งความอิ่มตัวไปแล้ว...  เขาจะหยุดให้ความหล่อลื่นกับ  "ความรัก"  จนกลายเป็นความฝืดเคืองและคลางแคลงใจของ  "เธอ"  ผู้นี้
                 เพราะการที่เขาถึงจุดดุลยภาพแล้วนั้น  ทำให้เธอไว้วางใจจนกลายเป็นความเชื่อใจ 
                 แต่ตรงกันข้าม  ความถึงจุดดุลยภาพแห่งความหวานของเขานั้นกลับเปิดทางให้มดเคลื่อนย้ายตะกอนที่ตกผลึกลงมา 
                 ให้เดินทางไปละลายเพื่อกลายเป็นน้ำตาลก้อนใหม่ที่คอยเติมน้ำแก้วใหม่
    หนึ่ง     -  การจะไปถึงจุดดุลยภาพนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย  ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย  ไม่ใช่เธอเพียงคนเดียว  เขาเพียงคนเดียว  แต่เป็นเราที่ฝ่าฟันมาด้วยกัน
                 ยิ่งผ่านเรื่องราวมากมายเท่าใด  จุดดุลยภาพยิ่งมีค่ามากเท่านั้น
                 การที่เป็นเรา  คือ  การที่เป็นเรา  ดุลยภาพแห่งความหวาน  ดุลยภาพแห่งเรา  จะเป็นสิ่งที่ทำให้น้ำตาลที่เราเติมจะไม่มีวันหมด  เราจะเติมน้ำตาลไปเรื่อย ๆ 
                 แม้มันจะตกผลึก  เหลือเฟือ  ก็ให้ตกผลึกแก่บุคคลรอบข้าง  พ่อ  แม่  เพื่อน  ญาติพี่น้อง  ซึ่งไม่สร้างความไม่สบายใจให้กับเรา
    สอง     -  "อะไรมันหวานกว่ากัน"
    สาม     -  สำหรับเราแล้ว  ความสมดุลและความหวานที่พอเหมาะนั้นไม่มีจริง 
                 You  give  more  than  you  get  when  you  get  more  than  you  give
    หนึ่ง     -  ถึงแม้ความหวานที่สมดุลจะไม่มีจริง  แต่มันคือ  อุดมคติ  ที่เราจะไปถึงหรือไปให้ใกล้ที่สุดนะ
                 อุดมคติ  คือ  เป้าหมาย  ถ้าไม่มีเป้าหมายก็ไร้ซึ่งทิศทาง
    หนึ่ง     -  เธออาจเป็นคนเติมความหวานให้กับเขาเอง  หรืออาจให้คนอื่นเติมให้เขาพร้อมกับเธอ
                 แล้วในที่สุด  เขาก็คงต้องเลือกว่าเขาจะชอบน้ำตาลทรายขาวจาก.....  หรือน้ำตาลปีบจาก.....
                 และในทางกลับกัน  เธอก็ทำได้  (มีสิทธิเลือกเหมือนกัน)  เพราะเธอมีความเป็นเธอในตัวเธอเอง
    หนึ่ง     -  คนที่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป  ไม่ใช่เธอ  ไม่ใช่เขา  แต่เป็นคน  3  คน
     
    หนึ่ง     -  เออ คนนั้นรู้หรือเปล่าว่า  เขามีแฟนแล้ว
    สอง     -  รู้เต็ม ๆ  ประตูเลย  "ว่ามี"  แต่เขาไม่ยอมเคลียร์ตัวเอง  เพราะฐานความคิดของเขาถามว่า  ทำไม  จะโทรทำไม  มันผิดกับสิ่งที่เขารู้จักเธอ  ว่าเธอเป็นคนยังไง
                 แล้วทำไมเขาไม่เชื่อใจเธอ
    หนึ่ง     -  มันอยู่ใต้จิตสำนึกที่แม้แต่ตัวเองก็ไม่รู้ตัว  แต่มันจะออกมา  (แสดงออกมา)  เมื่อถึงเวลา
     
    จบดีกว่า
     
    ส่วนเรา  จะต้องเข้มแข็งให้ได้สักวัน 
    (และในเร็ววันนี้ด้วย)
    November 29

    update

    ก็ไม่มีเรื่องสำคัญอะไรมากมาย  แค่อยากอัพสเปซเฉย ๆ
    รู้สึกว่าจะค้างไว้หลายเรื่อง 
     
    สรุปว่าที่ไปเชียงใหม่อ่ะ  ไปคนเดียวครับ  แต่ไปเจอเพื่อนที่นู่น
    เพื่อนเราก็แสนดี  บริการทุกระดับประทับใจเลย
    ยังไงก็ต้องขอบคุณแอฟ  กอ  จ๋า  และเพื่อน ๆ  ของเพื่อนเราที่แม่โจ้ทุกคนด้วยนะ
    ขอบคุณจริง ๆ  สนุกมาก ๆ
    แล้วในที่สุดก็ได้ไปเที่ยวงานราชพฤกษ์ด้วย
    บัตรเข้างานคร้งเดียวหมด  ก็เลยซื้อบัตร buffet มา  200  บาท
    ก็เลยอยากไปเที่ยวอีกจัง  ไม่รู้จามีตังค์ได้ไปรึเปล่า  สงสัยต้องหางานทำเก็บตังค์ก่อน
    ถ้ามีโอกาสไม่พลาดแน่ ๆ  แต่ตอนนี้ก็มีโปรแกรมอีกอยากไปอีกหลายที่เลย  (เหอ ๆ)
    อยากไปเที่ยวอีก ๆ
     
    ไปดูงานครั้งที่  2  มาแล้ว  ที่สถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี  (ในหลงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์)
    ที่นครปฐมอีกแล้ว  รู้สึกอะไรเยอะดี
    ได้เห็นความแตกต่างของนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพกับนักสังคมสงเคราะห์ที่เป็นนักวิชาการอย่างชัดเจน
    แต่ว่าอดกินก๋วยเตี๋ยวไก่ฟรีเลย  เพราะคนขับรถรีบกลับ
    แต่ก็ได้ขนมและผลไม้จากคุณยายมาเต็มเลย
    ขอบคุณคร้าบ
     
    วันนี้ไปบริจาคเลือดมา  หลังจากที่เร่งเพิ่มน้ำหนักมา  2  วัน
    ก่อนชั่งก็ว่าได้ตั้ง  44.5  กก.แล้วนะ  (แต่ก็โกหกไปว่าหนัก  45  น่ะ) 
    แต่พอบริจาคเสร็จ  ลองไปชั่งใหม่  ไหงเหลือ  43  แล้วอ่ะ  (จำไว้ว่ากิโลที่ เซเว่นเชื่อไม่ได้แล้งวนะเนี่ย)
    เพราะก็หลายครั้งแล้วที่ลองชั่งแล้วไม่ตรงกัน  งง
    ดีใจจัง  ในที่สุดก็ได้บริจาคเลือดซะที  เย้ เย้ !!
    แต่หลังจากที่เพิ่มน้ำหนักไปแล้ว  ตอนนี้ก็คงต้องลดให้เหลือเท่าเดิมก่อนที่มันจะไม่ยอมลงแล้วสิ
    อ้อ...เมื่อวานได้ไปออกกำลังกายมาด้วย  ได้เต้นแอโรบิคกับว่ายน้ำ
    สนุกดี  หลังจากที่ไม่เคยได้ออกกำลังกายแบบนี้  ตั้ง  2 ปีแน่ะ
    แล้วจะพยายามไปเรื่อย ๆ
     
    จบก่อนดีกว่านะ  เดี๋ยวต้องไปทำงานต่อแล้ว
     
     
    November 24

    เชียงใหม่

    ตอนนี้อยู่เชียงใหม่แล้ว  มาถึงแต่เช้า  แอฟกับกอเลยต้องขี่มอเตอร์ไซค์ไปรับที่ขนส่งตั้งแต่เช้าด้วย  (ขอบใจนะเพื่อน) 
    ตอนนี้ 2 คนนั้นก็เลยกำลังพักผ่อน  เราก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไร  เลยมาอัพสเปซซะหน่อยดีกว่า
     
    ก็ไม่มีอะไรมาก  แค่อยากมาเที่ยว  แต่ชวนใครก็ไม่มีใครมาด้วยนี่นา
    ก็เลยมาเองซะงั้น  เดินทางไกลคนเดียวก็สนุกดีเหมือนกัน  (Please, Don't tell my mom.)
    คิดไรไปเรื่อยเปื่อย
     
    ชอบดาวที่นี่จังเลย  สวยมาก ๆ  ไม่เคยเห็นดาวที่ไหนได้ใกล้แล้วก็เยอะแบบนี้มาก่อน
    ทั้งที่ตอนเด็ก ๆ  ก็เคยมาเที่ยว  แต่ก็นะ  ตอนนั้นยังเด็กอยู่นี่
    เลยไม่ค่อยได้ใส่ใจเท่าไหร่
     
    จริง ๆ  ก็อยากไปเที่ยวงานราชพฤกษ์นะ  แต่บัตรหน้างานแพงมาก ๆ
    สงสัยจะไม่ได้ไปแน่เลย  แต่ไม่เป็นไร
    ได้มาเที่ยวไกล ๆ  แบบนี้ก็รู้สึกดีแล้ว  อีกไม่นานก็คงต้องกลับไปเจออะไรเดิม ๆ  อีกอยู่ดี
     
    ที่นี่หนาวมาก ๆ  เลย  แต่ก็อากาศดีชะมัด  (ชอบ) 
    ตอนแรกก็อยากไปทะเล  แต่ที่นี่ก็ดีไปอีกแบบนึง
    ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน  ถ้าได้อยู่กับคนที่รักก็มีความสุขเนอะ
     
    รักทุกคนที่รักเรา
    November 18

    ...

    ดี  ไม่ดี  อยู่ที่เรา

      Contributed by mawmeow ตั้งแต่ วันเสาร์, 19 มกราคม 2002 @ 18:00:01 ICT

     

    หัวเราะ...เมื่ออยากหัวเราะ
    ร้องไห้...เมื่ออยากร้องไห้
    และต้องหัวเราะให้ได้หลังร้องไห้ทุกครั้ง!

    อย่าทำอะไรที่ไม่อยากทำ...
    จงทำอะไรที่ใจอยากทำ...!

    ตัวหนังสือ...เขียนผิด...ลบได้
    การกระทำ...ทำผิด...เอาอะไรลบ

    นึกว่าหมากำลังไล่ฟัดซิ...!
    ...จะได้รีบวิ่งรี่เข้าเส้นชัย...
    ...ล้มเมื่อไหร่จะได้รีบลุก...

    ทุกย่างก้าว ของ ความฝัน คือ ย่างก้าว ของ ความเหน็ดเหนื่อย
    ทุกย่างก้าว ของ ความเหน็ดเหนื่อย คือ ก้าวย่าง ของ ความสำเร็จ

    ต่อให้ทุกข์ที่สุด....ก็ต้องผ่านพ้นไปจนได้
    เมื่อเรานั่งมองอดีต เรายังผ่านทุกข์มาได้ตั้งหลายทุกข์
    ก็ในเมื่อ..ชีวิต...มันยังมีชีวิต
    ขอแค่อย่าทุกข์ก่อนเจอทุกข์
    หลังทุกข์ อย่าทุกข์อีก
    ให้ทุกข์ แค่ตอนทุกข์
    แล้วทุกข์ที่สุด...ก็จะเป็น ทุกข์ แค่นี้เอง!

    ให้ทำหน้าที่ทุกหน้าที่ด้วยหัวใจ
    ให้หัวใจตระหนักในหน้าที่....
    แล้วเราจะไม่รู้สึกว่าหน้าที่เป็นหน้าที่
    แต่เป็นการกระทำที่เกิดจาก...หัวใจเรียกร้อง...ต่างหาก

    ดีไม่ดี...อยู่ที่ใจเรา...
    ถ้าใจเรา...คิดดี เราก็จะเจอแต่สิ่งดีๆ
    ถ้าเรามองในทางที่ดี...ใจเราก็จะรู้สึกดี
    ถ้ากำลังใจดี...สิ่งเลวร้าย...ก็จะคลี่คลายเป็น...ดี!

    **ถ้าใครในชุมนุมอยากให้เราทำอะไรใน CKT ครั้งนี้ก็ช่วยบอกทีนะ**

    **เราคิดถูกมั๊ยที่ไปเป็น staff ค่ายตอนนี้เนี่ย**

     

    รักมันมีอิทธิพลกับเรามากขนาดไหนเชียว?!?!?

     

    เราเคยคิดว่า..... คนที่ร้องไห้ให้กับ "ความรัก" ช่างเป็นคนที่โง่จิง

    เราเคยคิดว่า..... แค่คน คนเดียวเนี้ยเหรอที่ จะมีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้เรา "ร้องไห้"


    เราเคยคิดว่า..... ความรักทำให้คน โง่ จิงๆ ที่มองไม่เห็นความชั่วร้ายของเค้า

    เราเคยคิดว่า..... ความรักคือ การหลอกลวง เพื่อหวังอะไรสักอย่าง

    เราเคยคิดว่า..... ไม่มีวันซะหรอกที่เราจะร้องไห้ให้กับความรัก

    เราเคยคิดว่า..... ความรักเป็นเรื่องไร้สาระ

    เราเคยคิดว่า..... การมีความรัก หรือ การมีแฟนนั้น ทำให้เราต้องมีภาระมากมาย

    เราเคยคิดว่า..... ความรักมันมีอะไรดีนัก เห็นใครๆ ก็ร้องไห้เพราะมัน แต่ ทุกคนก็ยังจะมีความรัก

    แต่พอเราได้มารู้จักกับคน คนหนึ่ง.... จึงทำให้เรารู้ว่า คำว่า รัก มันมีอะไรมากกว่าที่เราคิดไว้ มันมีอิทธิพลกับเรามากจิงๆ มันสามารถทำให้เราเป็นคนอ่อนไหวได้ มันสามารถ ทำให้เรากลายเป็นคนโง่เหมือนที่เราคิดไว้ เพราะอะไรนะเหรอ เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่า ทำไม บางที่เรายอมที่จะโง่ทั้งๆที่เราก็รู้อยู่ ว่าเค้าหลอกเรา แต่เราก็ไม่ทำอะไร เพราะเรากลัว ว่ารัก นั้นจะจบลง เรากลัว ที่จะไม่มี เค้าอยู่เคียงข้าง มันสามารถทำให้เราหงุดหงิด ในเรื่องเล็กน้อยได้ แค่เค้าไม่รับโทรศัพท์ เราก็หงุดหงิด ว่าเค้า ทำอะไรอยู่?? อยู่ที่ไหน?? อยู่กับใครทำไมไม่รับโทรศัพท์นะ มันทำให้เราระแวงได้ตลอด แต่ มันก็ใช่ว่าความรักนั้นจะมีแต่ทุกข์ ความรักทำให้เรา มีความสุข ที่ได้อยู่ใกล้ๆเค้า ทำให้เรามีกำลังใจ ทำให้เรามีเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่ง

    เมื่อถึงวันนี้ที่เรามีความรัก  จากที่เราคิดไว้ว่า ไม่มีวันซะหรอกที่เราจะร้องไห้เพราะความรัก แต่มันก็ทำให้เราร้องไห้ฟูมฟายได้อย่างที่ไม่เคยเป็น  และมันก็ยังทำให้เรารู้อีกว่าความรักมันมีอิทธิพล กับ คนเรามากจิงๆ

    ถึงตอนนี้  ฉันก็ยังรักเธอ  [คนที่คุณก็รู้ว่าเค้าคือใคร  :P ]

    November 14

    วันดี ๆ (ก็มีเหมือนกันนะ)

         จริง ๆ  ก็อยากอัพมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว  เพราะว่าไปดูงานมา  รู้สึกประทับใจมาก ๆ  อ้อ..ลืมบอกไปดูงานที่เรือนจำกลางนครปฐมกับบ้านกาญจนาภิเษกมา  ได้อะไรกลับมาเยอะแยะมากมาย  เอาไว้เล่าทีหลังละกัน  เพราะเรื่องมันยาว  ที่ตั้งชื่อเรื่องว่าวันดี ๆ  ก็เพราะว่าเมื่อวานกับวันนี้มีเรื่องดี ๆ  เกิดขึ้นมากมาย  ทำให้คิดได้ว่า  จะสุขหรือทุกข์มันอยู่ที่ใจจริง ๆ  แล้วเราก็ตั้งใจว่าต่อไปจะพยายามคิดแต่สิ่งดี ๆ  ทุกวันเลย  แต่ต้องเป็นสิ่งดี ๆ  ที่ไม่ใช่การเพ้อฝันนะ  ทุกอย่างต้องตั้งอยู่บนฐานของความจริงด้วย  วันนี้ระว่างที่นั่งรถเมล์  ทำให้ได้คิดอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อย ๆ  (ถ้าเวลาที่ไม่มีธุระเร่งรีบ  เราชอบนะ  กับการนั่งรถเมล์  มันทำให้เราได้คิด  ททบทวนเรื่องต่าง ๆ  ไม่รู้สินะ  เรารู้สึกว่ามันเป็นความสงบในความวุ่นวายน่ะ)  นั่งมองคนโน้นคนนี้  มองนู่นมองนี่ไปเรื่อยเปื่อย  ก็เลยคิดว่า  ความรักมันเกิดขึ้นทุกวันน่ะแหละ  (ในหลาย ๆ  แง่มุมด้วย)  ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองเห็นและรักษามันเอาไว้หรือว่าจะมองข้ามและทิ้งมันไปอย่างไร้ค่า 
         วันนี้ได้เจอแอม  เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยม.ต้น  ทั้ง ๆ  ที่อยู่มหา'ลัยเดียวกัน  แต่ไม่ค่อยได้เจอกันเลย  แต่วันนี้กลับได้เรียนวิชาเดียวกัน  แล้วยังรู้ว่ายังได้เรียนด้วยกันอีกหลายวิชาด้วย  (ไม่รู้ว่าจะได้เรียนรึเปล่านะเนี่ย)  พอได้คุยกันวันนี้  เลยรู้สึกว่าความเพื่อนที่เข้าใจกันเนี่ย  แม้ว่าจะไม่ได้คุยกันนานเท่าไหร่หรือเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน  เราก็ยังสามารถเข้าใจกันได้เสมอ     แล้ววันนี้ก็เป็นวันเกิดเอ๋  เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มเดียวกับแอมนี่ล่ะ  ขอให้เพื่อนมีความสุขมาก ๆ  นะ
         สำหรับการไปดูงานที่ประทับใจมาก ๆ  คือในช่วงบ่าย  ที่ได้ไปที่บ้านกาญจนาภิเษก  จ.นครปฐม  ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานพินิจเด็กฯ  แห่งหนึ่ง  แต่ที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น  เพราะที่ไม่มีคุก  ไม่ประตู  ไม่รั้ว  ไม่มีการตรวจค้นหรือสัญลักษณ์แห่งการใช้อำนาจและความรุนแรงใด ๆ  ทั้งสิ้น  ที่นี่มีผู้อำนวยการ  ซึ่งเด็ก ๆ  จะเรียกกันว่า  "ป้ามล"  ป้ามลเล่าว่าที่นี่มีแนวคิดคือ  ที่นี่ไม่ใช่คุก  แต่เป็นสถานที่พักชั่วคราวสำหรับเยาวชนที่ก้าวพลาดไปในช่วงจังหวะหนึ่งของชีวิต  ฉะนั้น  ที่นี่  เยาวชน  ไม่ใช่  นักโทษ  เจ้าหน้าที่  ไม่ใช่  ผู้คุม  หลังจากได้ฟังกระบวนการ  วิธีการทำงานต่าง ๆ  แล้ว  ทำให้ได้ข้อสรุปสำหรับตัวเองว่า  "โอกาส"  เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเยาวชนเหล่านี้  ที่สังคมจะหยิบยื่นให้  และการสื่อสารเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ  การใช้ภาษาที่เปลี่ยนไปเพียงนิดเดียว  ก็สามารถเปลี่ยนความคิดความรู้สึกของคนได้เลยทีเดียว  บทลงโทษและมาตรการต่าง ๆ  สำหรับเยาวชนผู้กระทำผิดที่สังคมไทยใช้กันอยู่ทุกวันนี้เหมาะสมและแก้ไขปัญหาได้จริงหรือ???  มันเป็นสิ่งที่เรา  เยาวชนที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ในระยะเวลาอันใกล้นี้ต้องขบคิดและช่วยกันสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ  มีหลายกิจกรรมที่เยาวชนที่นี่ทำ  ทำให้เราต้องมองย้อนตัวเองว่าเราเคยทำอะไรกลับคืนสู่สังคมได้อย่างนั้นบ้างหรือเปล่า 
         ยังมีรายละเอียดอีกเยอะมากที่อยากให้ทุกคนได้รับรู้อีกด้านหนึ่งของสังคม  เราไม่เคยเห็นหรือสัมผัส  ตอนแรกกะว่าจะเขียนอย่างละเอียดตั้งแต่เรือนจำกลางนครปฐม  เอาไว้ถ้าว่างและจัดระบบความคิดได้ดีกว่านี้  จะมาเล่าให้ฟังใหม่ละกันนะ  เพราะคราวนี้ที่ไปไม่ค่อยได้จดบันทึกเท่าไหร่  ได้แต่เมมโมรี่ไว้ในสมองแค่นั้นเอง 
         ป.ล.  ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านและเป็นกำลังใจให้นะ  เราก็จะเป็นกำลังใจให้ทุกคนเหมือนกัน  :)
    November 09

    ณ วันนี้

         ตอนนี้  สถานการณ์หลายอย่างเริ่มดีขึ้นแล้ว  หลังจากงี่เง่ากับตัวเองอยู่ช่วงนึง  เราก็กำลังจะกลับมาเป็นคนเดิมอีกครั้ง  (เหมือนลอกไดฯชุมนุมมาเลยนะเนี่ย)  ณุ กะ ฟ้ารู้เกรดแล้วอ่ะ  ทั้ง ๆ  ที่เรียนวิชาเดียวกัน  แต่ทำไมเราดูเกรดไม่ได้อ่ะ  (ไม่เข้าใจ  เซ็งทะเบียนจริง ๆ  เล้ย)  วันนี้รู้สึกไม่ค่อยจามีไรเขียนเลย  ทั้ง ๆ  ที่เมื่อวานอยากอัพสเปสจาแย่  อ่ะนะ  ว่าแล้วก็อยากได้โน้ตบุ๊คจังเลย  ก็ได้แต่ รอ ร้อ รอ อ่ะนะ  แปลกเนะ  คนเราทีเวลามีเรื่องไม่สบายใจละเขียนได้เยอะแยะมากมายเชียว 
         อืม...เมื่อวานนี้ได้อ่านไดอารี่ของชุมนุมแล้ว  ทำให้คิดอะไรได้เยอะแยะมากมายเชียว  (ขอบคุณเพื่อน ๆ  พี่ ๆ  น้อง ๆ  นะ)  ไม่ว่าจาเรื่องแคมป์  คอนเสิร์ต  ฯลฯ  รู้สึกดีมากเลยที่น้อง ๆ  เขียนความรู้สึกที่ไปแคมป์มา  อะไรที่ไม่ดี  ก็คงเป็นบทเรียนให้น้อง ๆ  ในปีหน้าละกัน  ส่วนเราก็จะพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นนะ  (ถ้าเป็นไปได้)  ส่วนเรื่องคอนเสิร์ตก็เข้าใจนะว่าทุกคนก็เหนื่อยเหมือนกัน  (จริง ๆ  ก็รู้มาตลอดแหละ  แต่บางทีเราก็อดงี่เง่าไม่ได้อ่ะ)  ยังไงก็เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะ  รวมทั้งตัวเองด้วย  อาจจะช่วยอะไรไม่ได้มาก  แต่ก็จะพยายามก็แล้วกัน  ก็อย่างที่แบ๋มบอกอ่ะนะ  (หากว่าเพื่อนเจ็บ  ฉันก็เจ็บเหมือนกัน...  ร้องไม่ได้แล้วอ่า  อิอิ)  ใกล้จาบายเนียร์แล้ว  รู้สึกว่ายังไม่ค่อยพร้อมเลย  ทุกคนมัวแต่ยุ่งกะคอนเสิร์ตกันหมดเลยอ่ะ  เราก็ช่วยไรไม่ได้มากอ่ะนะ  เพราะบางอย่างมันต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคน  ทั้งการแสดง  ร้องเพลง  และอื่น ๆ  ไม่รู้ว่างานจะออกมาเป็ยยังไงบ้างนะ
         บอกแม่ว่าเทอมนี้จะกลับบ้านทุกอาทิตย์  แต่อาทิตย์แรกก็ทำไม่ได้ซะแล้ว  เศร้าจาย  (ก่อนจะสงเคราะห์คนอื่น  ก็ต้องสงเคราะห์ที่บ้านก่อนนะ)  แต่ก็จะพยายามนะคะแม่  เพราะว่าต้องทำงานที่ชุมนุมอ่ะ  (เฮ้ออ...ไม่รู้จะเขียนไรต่อเลย)  (คิดถึงแม่  รักแม่จัง) 
    November 07

    ปล่อยให้มันเป็นไป

         เมื่อวานนี้เป็นอะไรที่สับสนจริง ๆ  ก็รู้ทั้งรู้อยู่ว่าเหตุการณ์มันก็คงเป็นอย่างนี้  หลังจากที่บ้า ๆ  บอ ๆ  อยู่พักใหญ่  (ก็ 1 คืนอ่ะนะ)  ก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกที่คิดว่าดีขึ้นแล้วนะ  แล้วก็แอบเซ็งหน่อย ๆ  ที่ต้องตื่นมาเรียนแต่เช้า  แต่กลับพบว่างด sec ค่ะ  แต่ก็คิดว่าซะว่าได้ตื่นแต่เช้า (ซึ่งนาน ๆ  ที จะทำได้)  มาสูดอากาศยามเช้า  แล้วก็คิดอะไรใหม่ ๆ  ที่ดีต่อใจตัวเองก็แล้วกัน
         ขอบคุณแบ๋มที่ทนฟังเราพล่ามพรรณนาเมื่อคืนนี้  มันก็ไม่ได้มีอะไรมากมายหรอก  แค่อยากพูดไปเท่านั้นเอง  ความคิดคนเรามันเปลี่ยนได้ทุกวินาทีอยู่แล้ว  อ้อ  แล้วก็ขอบคุณที่แนะนำให้มาเขียนไดด้วย  บางครั้งเราก็อยากเขียนไดที่ชุมนุมนะ  แต่ว่าบางทีมันไม่สามารถเขียนทุกอสิ่งทุกอย่างที่เราคิดได้  ส่วน my space นี่  ถึงแม้ใครจะมาอ่านก็ได้  แต่เราก็รู้ว่าคงไม่ค่อยมีใครมาอ่านอยู่แล้ว  คนที่อ่านอยู่คงคิดอยู่ว่าแล้วทำไมไม่เขียนไดอารี่ส่วนตัวของตัวเองล่ะ  ถ้าไม่อยากให้ใครอ่าน  ซึ่งจริง ๆ  ไม่ก็ไม่เชิงหรอกนะว่าไม่อยากให้ใครอ่าน  เพราะมันก็มีแค่บางเรื่องเท่านั้นแหละที่ไม่อยากให้บางคนรู้  เนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตอนนี้ถึงอยากเขียนในนี้มากกว่า
         ต้องไปเรียนแล้วล่ะ...
    November 03

    บางสิ่งที่ผ่านเลยไป

    บางสิ่งที่ผ่านเลยไป
    Contributed by Badgirl ตั้งแต่ วันศุกร์, 12 สิงหาคม 2005 @ 17:00:07 ICT

     


    บางครั้งอาจเป็นสิ่งที่มีค่า หรือไร้ค่าก็ตาม
    ในเมื่อสิ่งนั้นได้ผ่านเข้ามาให้เราได้เรียนรู้
    ได้จดจำ และได้ผ่านไปกับกาลเวลา

    แม้เป็นเพียงชั่ววินาทีเดียวก็ตาม
    สิ่งนั้นก็กลายเป็นอดีตที่อยู่ข้างหลัง

    บางสิ่ง..........เป็นความรู้สึกดีๆ
    ก็เก็บไว้เป็นความทรงจำ
    คอยยิ้ม คอยหัวเราะ
    ยามเมื่อนึกถึง

    บางสิ่ง..........เป็นความรู้สึกเลวๆ
    ก็ปล่อยทิ้งไปกับคน.....

    และบางสิ่ง..........ผ่านเลยไป
    ก็ไม่สามารถย้อนกลับมาได้อีก

    ทางเดินคงมีอยู่ทางเดียว คือ เดินไปข้างหน้า
    กับบางสิ่งที่รอคอยเราอยู่

    November 02

    At The Frist

         หลายคนคงแปลกใจ  (รึเปล่า??)  ที่เห็นเนเขียน blog กะเค้าด้วย  แต่ก็อย่างว่าอ่ะนะ  ก็อารมณ์เหงา เศร้า เซ็ง  มันก็พาไปได้เหมือนกัน  แต่ space เราก็คงไม่มีอะไรมากไปกว่า blog หรอกนะ  แบบว่าได้แค่นี้แหละ  ที่จริงเราก็เคยเขียน diary กะเค้าเหมือนกันนะ  แต่ประมาณว่าไม่กี่วันเลิกอ่ะ  เคยเขียน diary online ด้วย  แต่ไม่เคยบอกให้ใครไปอ่าน  แต่บางทีก็อยากได้ comment จากคนอื่นเหมือน  เผื่อจะทำให้คิดอะไรได้บ้าง
         ก็พอจะรู้นะว่าชีวิตคนเราก็ต้องมีเรื่องมีปัญหาให้ต้องคิดต้องแก้กันไป  แต่ว่าก็ขอบ่นหน่อยละกันนะ  เฮ้อ...ทำไมเวลามีเรื่องแต่ละที  มันต้องมีมาพร้อมกันด้วยก็ไม่รู้นะ  แต่เวลาหายไปกลับไม่หายไปพร้อมกันล่ะ ทำไมต้องคาใจอยู่อย่างนี้ล่ะ  จะพูดก็ไม่รู้จะเริ่มยังไง  ทั้ง ๆ  ที่ก็อยากคุยมากมาย  แต่มันเริ่มไม่ได้นี่นา  จิตใจคนเรานี่สับสนวุ่นวายดีเนอะ  ยิ่งไม่มีอะไรทำ  ยิ่งฟุ้งซ่านไปกันใหญ่  รู้สึกว่ายิ่งเขียนยิ่งงง  ถ้าใครบังเอิญมาอ่านก็ทำใจหน่อยละกัน เราว่าเริ่มเป็นเรื่อง ๆ ไปดีกว่า 
        การคบกับใครซักคนหนึ่งเนี่ย  แม้ว่าจะรู้ใจเขาบ้าง  แต่ก็เดาไม่ถูกตลอดหรอกนะ  พยายามไม่คิดมาก  แต่ก็รู้นี่ว่ามันยาก  (จบดีกว่าเรื่องนี้  ไม่รู้จะเขียนต่อยังไง)
         ก็เข้าใจว่าไม่มีใครเพอร์เฟ็กต์  และจะให้ทุกคนคิดเหมือนกันก็คงเป็นไปไม่ได้  ขนาดคนที่มีความคิดเห็นตรงกัน  แต่ก็มีรายละเอียดที่ต่างกันไป  คงทำอะไรไม่ได้  นอกจากทำใจยอมรับและปรับตัวปรับใจไปกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเปลี่ยน  (แค่ปรับไม่ใช่เปลี่ยน)  จนต้องสูญเสียความเป็นตัวเราไปซะหน่อย  ทำอะไรได้ก็ทำ  ทำให้เต็มที่อย่างเต็มใจ  จะได้ไม่ต้องเสียใจทีหลัง  แต่จะไม่ให้พลาดเลยคงเป็นไปไม่ได้  เพราะชีวิตคนไม่ใช่โปรแกรมคอมพิวเตอร์  ที่เขียนไว้ยังไงก็เป็นไปตามนั้น  จะว่าไปขนาดโปรแกรมยังมี error เลย 
         ก็รู้ตัวว่าเทอมนี้ก็ยังเหมือนเดิม  คือตอนแรก ๆ ก็ขยันพอผ่านไปกลางเทอมความขยันก็น้อยลง ๆ ก็คงโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเอง  (เหอ ๆ) ตอนนี้ก็ทำใจยอมรับผลกรรมของตัวเองอยู่  ก็ขอว่าอย่าเลวร้ายเกินไปเลยนะ  จะได้มี laptop เป็นของตัวเองใช้ซะที  จะได้ไม่ต้องคอยยืมคนอื่นเค้าให้วุ่นวายใจ (ตัวเอง)
         จะว่าไปก็ไม่ได้มีแต่เรื่องแย่ ๆ ซะทีเดียวหรอกนะ เรื่องดี ๆ ก็มีอยู่บ้าง เมื่อ 2-3 วันก่อนไป camp เราก็ได้ไปทำงานมา เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ เลย ได้ทำอะไรที่เคยอยากทำ ได้เพื่อนใหม่ ๆ แล้วก็ได้ตังค์ด้วย  กะว่าเป็นเงินก้อนแรกที่หาได้ด้วยตัวเอง  จะเก็บไว้นาน ๆ หน่อย  แต่เผลอแป๊บเดียวหมดซะแล้ว  ยังงี้ก็เลยชักติดใจ  อยากไปทำงานอีกจัง  แต่นอกจากทำงานแล้วก็มีโครงการ  อยากทำนู่น อยากทำนี่เยอะแยะไปหมดเลย  ก็คงต้องค่อย ๆ คิดไปว่าจะทำอะไร ยังไงดี  เราว่าช่วงเวลาที่เราวางแผนเนี่ยเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดเลยนะ  มันก็คงคล้าย ๆ กับฝัน  แต่ว่าเป็นใกล้ ๆ ที่เป็นจริงได้ง่าย  เพราะมันก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเองน่ะแหละ  ว่าจะได้รึเปล่า  แปลกดีเนอะ  ขนาดไม่ชอบการเขียนนะเนี่ย  แต่พอได้เขียนแล้วก็มีเรื่องเยอะแยะเลย  เหมือนเป็นการทบทวนสิ่งที่เราได้คิดได้ทำ  หรือกำลังจะคิดจะทำมากกว่าความต้องการที่จะบอกให้ใครรับรู้น่ะ
         สำหรับ music camp ครั้งที่ 2  ของเรา กับ TU CHORUS สำหรับเราแล้วเป็น camp ที่ต่างจากครั้งแรกมากเลยทีเดียว  ทั้งบทบาทหน้าที่ และสิ่งที่ได้รับ  จากคราวที่แล้วเราไป camp เพื่อซ้อมร้องเพลง  และก็ได้ร้องเพลงอย่างเต็มที่จริง ๆ  โดยไม่ต้องคิด วางแผนอะไรทั้งนั้น  เพราะเป็นน้อง พี่ ๆ ได้คิด ได้เตรียมไว้ให้แล้ว แต่คราวนี้เรา (ตัวเนเอง) ไม่ต้องซ้อมร้องเพลง  แต่ต้องเป็นพี่ให้น้องปี 1 เป็นคนคิด วางแผนทุกอย่างที่จะเกิดใน camp (แม้ผลลัพธ์ที่ออกมาจะไม่ตรงกับแผนที่วางไว้เท่าไหร่ก็ตาม) แถมตัวเราเองยังต้องเป็นคนติดต่อประสานงานอีกด้วย  จนรุ่นพี่หลายคนมองว่าเรารับภาระมามากไปรึเปล่า  แต่เราว่าก็ไม่มากไปกว่าเพื่อน/พี่บางคนในการทำงานในชุมนุมเท่าไหร่หรอก  เพียงแต่เป็นคนละเวลาและสถานที่เท่านั้นเอง ถึงแม้ว่าคราวนี้จะไม่ได้ซ้อมร้องเพลงที่ใช้ในคอนเสิร์ต ตามแผนที่ตั้งใจไว้แต่แรก  แต่การที่น้องปี 1 สนิทกันมากขึ้น  ได้รู้จักรุ่นพี่ปีสูง ๆ ซึ่งก็เป็นสิ่งหนึ่งที่มุ่งหวังไว้เหมือนกัน  แต่สิ่งเราคิดว่าไม่ได้อยู่ในแผน  แต่ตัวเราได้รับในครั้งนี้ ก็คือ การที่เราได้รู้ว่ารุ่นพี่/เพื่อน แต่ละคนมองเราอย่างไร  จากการได้คุยกันในกิจกรรมบายศรี เป็นสิ่งที่เราประทับใจที่สุด  เพราะมันเป็นสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดทุกครั้งที่เราทำงาน  ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม  คือ comment จากคนอื่น ๆ เพราะเราเชื่อว่าตัวเราคงมองไม่เห็นตัวเองทั้งหมดแน่ ๆ โดยเฉพาะจุดผิดพลาด การที่คนอื่นช่วยมองจะมองเห็นอะไรได้มากกว่าการที่เรามองตัวเองเพียงด้านเดียว การทำงานที่ผ่านมา หลายคนก็คงพอจะเห็นแล้วว่าเราเป็นที่พูดตรง (ซึ่งบางครั้งอาจจะมากไป) ฉะนั้นเราจึงอยากให้คนอื่นพูดกับเราตรง ๆ ด้วยเช่นกัน เพราะอย่างที่บอกไปแล้ว บางทีเราอาจทำอะไรพลาดไปโดยไม่รู้ตัวก็ได้ อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้เราได้มาอยู่ชุมนุมนี้ แม้ว่าเราจะไม่มีความสุขกับการร้องเพลงเพื่อออกงาน  แต่เราก็มีความสุขกับการได้ทำงานและผูกพันกับชุมนุมและทุกคนในชุมนุม  (มากกว่าคณะเราเองอีกนะ) 
       พอก่อนดีกว่า  จริง ๆ ยังมีเรื่องให้เขียนได้อีกเยอะเลย  แต่มันอย่างละนิดละหน่อยอ่ะ  ถึงยังไงก็ยังมีเวลาว่างอีกหลายวัน  เอาไว้ค่อยเขียนดีกว่า คิดถึงเพื่อน ๆ ทุกคนเลย ทั้งที่ ย.อ.  ส.ญ.  และ มธ.ด้วย  (โดยเฉพาะแก  "แนนน้อย"  ไม่ได้คุยกันนานแล้วนะ  <สำหรับแกอาจจะคิดว่าไม่นาน  แค่ชั้นว่านานว่ะ>  ช่วงนี้ไม่ค่อยมีตังค์)