INaYZeR's profile~INaYZeR~BlogLists Tools Help

Blog


    September 27

    บางที

     
    หลังจากไม่ได้อัพบล็อกมาประมาณ 2 เดือน หลังจากที่บ่นว่าว๊างว่างไป
    ตอนนี้ก็ได้เข้าสู่ชีวิตทำงานมา 2 เดือนล่ะ เป็นมนุษย์เงินเดือนเต็มขั้นเลยทีเดียว
    แต่ก็ยังเป็นชีวิตที่ไม่มั่นคงและแน่นอนสักเท่าไหร่อีกต่างหาก แต่ก็เป็นทางเลือกที่คิดว่าน่าจะมีความสุขที่สุดในตอนนี้
     
    หลายอย่างในชีวิตที่ต้องบริหารจัดการตัวเองเสียใหม่  มองหาอนาคตตัวเองมากขึ้น
    เริ่มตอบคำถามในชีวิตบางอย่างได้ แต่ได้คำถามใหม่ที่ยังต้องหาหนทาง และวิถีทางที่จะไปสู่เป้าหมายให้ได้แทน
     
    บางที...ชีวิตไม่มีอะไรเพอร์เฟ็กต์ ได้อย่างเสียอย่าง บางครั้งต้องชั่งน้ำหนัก ตัดสินใจ และเลือกทางใดทางหนึ่ง
    โอกาสในชีวิตเหมือนจะมีหลายทาง แต่ไม่มีอะไรที่กระจ่าง หรือสว่างเลยสักทาง
    จนบางครั้งก็ไม่รู้ว่า ทางที่กำลังจะเดินมันเต็มไปด้วยหมอกหรือควันกันแน่
     
    บางที... ก็เหนื่อยที่ต้องคิดตลอดเวลา อยากมีเวลาที่ปล่อยให้ชีวิตมันชิลๆ ไปบ้าง
    แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะต้องคอยตอบคำถามคนที่คอยเป็นห่วงอยู่ตลอด
    อยากบอกตรงๆ ว่าบางทีก็ขี้เกียจจะคิดเหมือนกัน แต่ก็ทำไม่ได้
    เพราะรู้ว่าเค้าห่วงมาก ก็ยิ่งต้องพิสูจน์ให้เค้าเห็นให้ได้ว่าเราสามารถดูแลตัวเองได้
     
    บางที... ก็อยากเล่า ระบาย ปรึกษาหาคนช่วยคิดบ้าง
    แต่รู้สึกว่าทุกคนก็มีเรื่องของตัวเองเต็มไปหมด มีเรื่องที่เค้าก็ต้องเหนื่อยมากพออยู่แล้ว
    แค่โทรไปได้ยินเสียง ก็พูดไม่ออก หมดแรงจะเล่าแล้ว
    และสุดท้าย คิดจะโทรหาใคร ก็สู้ไม่โทรเลยดีกว่า
     
    บางที... ก็รู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียว แต่ก็รู้ว่าไม่ใช่หรอก
    อยู่คนเดียวน่ะใช่ แต่ก็ยังมีคนปลอบใจว่า "แต่แกไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว"
     
    บางที... ก็เหงา แต่คิดไปคิดมา คิดเอง แล้วก็สรุปเองไปแล้วว่า
    สุดท้ายอยู่อย่างงี้ก็ดีแล้วล่ะ ไม่เดือดร้อนใคร เหงาๆ ไป ไม่เท่าไหร่เดี๋ยวก็ชิน ไม่เท่าไหร่ก็หายเหงาเอง
    คงเป็นเพราะ บางที... ก็กลัวเกินกว่าจะมีใคร
     

    สุดท้าย... ก็เหมือนเดิม

    July 31

    ว่าง

     

    ขึ้นชื่อเรื่องเอาไว้ซะเหมือนว่างมากมายเลยเนอะ แต่มันน่าเบื่อตัวเองชะมัด พอไม่มีกำหนดเส้นตายว่าจะต้องทำอะไรให้เสร็จสิ้นมาบังคับ

    มันก็เหมือนมีเวลาว่างซะมากมาย ทั้งๆ ที่วันนี้ก็เพิ่งจะรู้สึกว่าไม่ต้องทำอะไรที่สำคัญแค่ครึ่งวันเท่านั้น แต่ทุกอย่างทำไมมันดูน่าเบื่อไปหมดก็ไม่รู้

    ที่จริงแล้ว ก็มีอะไรให้ทำอีกตั้งหลายอย่าง หนังสือยังไม่ได้อ่านอีกหลายเล่ม หนัง ซีดีที่ซื้อมาก็ยังไม่ได้ดูไม่ได้แตะเลย แต่กลับไม่อยากทำอะไรซักอย่างเลย

    เหมือนอยากมีคนคุยด้วย แต่ก็ไม่อยากคุยกะใครเลย เป็นมนุษย์สับสนตัวเองตลอดเวลา

     

    นั่งเล่นๆ แล้วก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย มองอนาคตตัวเองที่ดูเหมือนว่างเปล่า (ก็ไม่ได้ว่างซะทีเดียวนี่) ขมุกขมัว ยังไม่เห็นอะไรที่ชัดเจน ต้องการอะไรในชีวิต คิดอะไรอยู่

    ก็พยายามคิดและหาตลอดเวลา แต่กลับรู้สึกว่าคำตอบที่ได้ บางทีก็เป็นเหมือนคำตอบที่ปลอบหรือหลอกตัวเองไปวันๆ

     

    เริ่มรู้สึกอยากกลับบ้าน กลับไปค้นหาที่มา ไปหารากตัวเอง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหนังสือที่อ่าน งานที่ทำ หรือเพราะอะไรเหมือนกันที่ทำให้คิดแบบนี้

    แล้วถ้ากลับไปแล้วจะได้อะไร ทำอะไรอย่างตัวเองต้องการหรือเปล่า (ไม่มีใครรู้ ถ้าไม่ลองทำ ต้องมีคนคิดแบบนี้แน่ๆ)

     

    วังวน ภายเรือในอ่างแบบนี้มานานหลายเดือนแล้ว ถามว่าได้อะไรมั๊ย กับการถามตัวเองตลอดเวลาที่ผ่านมานี้

    ที่จริงแล้วก็ได้ทุกครั้ง แต่แต่ละครั้ง มันก็มีเหตุการณ์ที่เข้ามาเป็นตัวแปรกับการตัดสินใจและการใช้ชีวิตเสมอ

     

    เขียนแต่ละครั้ง ไม่ได้ต้องการอะไร แค่อยากระบายความคิดบางอย่างออกมา โดยไม่ต้องมีการตอบสนองกลับทันที

    เผื่อจะมีความคิดใหม่ๆ ที่ดีกว่า จะได้เคลียร์ที่ว่างในสมองได้บ้าง

     

    ไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งกล้าสามารถกว่าใคร ไม่ได้คิดว่าเข้าใจใครได้ทั้งหมด

    แต่บางทีเราก็อยากอยู่ในโลกของเรา (คงมีคนคิดว่ามากไปป่ะ) ก็แค่นั้น

    บางทีก็เบื่อตัวเองนะ กับความรู้สึกแบบนี้ ที่บางทีก็กระทบกับคนอื่น แต่ก็แค่รู้สึกสบายดี แค่นั้น

    June 02

    อะไรๆ


    ช่วงนี้ โจทย์ในหัวเยอะแยะมากมายเต็มไปหมด แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้คำตอบเท่าไหร่เลย
    ยิ่งคิดยิ่งวกวน และรู้สึกว่ามันยังไม่ใช่คำตอบที่ใช่

    กำลังใจรอบตัวโคตรเยอะเลย แต่กำลังใจตัวเองนี่ทำไมดูแปลกๆ
    บางครั้งก็เหมือนเหนื่อย ท้อ แต่บางครั้งรู้สึกสบายมาก สบายเกินไป จนดูล่องลอยไปรึเปล่า

    อยากทำอะไรก็ทำ โอกาสมาก็รีบคว้า อะไรบางอย่างก็ต้องเลือก ต้องทำ ต้องตัดสินใจ
    มันก็ถูกแล้วนี่ กับชีวิตคนเราที่ยังเดินไปเรื่อยๆ แม้บางครั้ง บางคราว จะไม่ค่อยมีจุดหมายก็ตาม

    รู้สึกบางทีคนเราก็เดินไปตามเส้นทางบางเส้นที่ไม่รู้จุดหมาย ไม่รู้กระทั่งว่าจะไปยังไง แต่เราก็ยังเดินไปได้อยู่ดี
    จริงๆ แล้ว เชื้อเพลิงในตัวเรามันก็มีอยู่เสมอแหละ แต่อยู่ที่เราจะใช้มันรึเปล่า

    ความพอดี คำง่ายๆ แต่หายากจัง แต่ถ้าเจอแล้วทำได้ ก็เจ๋งไปเลย
    แต่สุดท้าย มันก็ไม่มีคำตอบที่ตายตัวของคำนี้อยู่ดี

    คำหลายๆ คำที่กำหนดขึ้นมา จะมีสักคำไหมที่มีความหายตายตัวเฉพาะของมันจริงๆ
    เพราะเราก็เห็นว่ามันก็ขึ้นอยู่ับนิยามของแต่ละคน แต่ละบริบทอยู่ดี

    "ชีวิต" มันไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไปนี่ ไม่งั้นคงไม่โต และอยู่มาจนทุุกวันนี้



    ป.ล. วันนี้มาแปลกๆ งงๆ ตัวเองอยู่เหมือนกัน
    ถ้าวันไหนเขียนบล็อกแบบปกติคงไม่ใช่เนแน่เลย 55+


    April 28

    วันนี้

    แปลกแต่จริงนะคนเรา พอวันที่โอกาสมาถึง และรอให้เราพิสูจน์ แต่ความมั่นใจที่เคยมีกลับลดหายไปกว่าครึ่ง
     
    แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามที่ทำให้เราได้ทำงานนี้ สิ่งที่ต้องทำตอนนี้ก็คือ ตั้งใจทำให้ดีที่สุด
     
    ทุกสิ่งที่แว๊บขึ้นมาในห้วงมโนคิด ไม่ว่าจะความกดดัน ความรู้สึกไม่มั่นใจ กลัวอะไรต่างๆ นานา ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาเองทั้งนั้น
     
    ในเมื่อสร้างสิ่งเหล่านั้นได้ ก็ต้องสร้างความมั่นใจ เรียกพลังที่เคยมีกลับมาได้เหมือนกัน
     
     
     
    โชคดีแค่ไหนที่ได้เกิดเป็นลูกแม่ อยากทำอะไรก็ได้ทำ (ถึงจะไม่ใช่ทุกอย่างก็ตามทีเถอะ)
     
    สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ อาจจะไม่ได้ผลตอบแทนเป็นตัวเงินมากมายนัก แต่สิ่งที่ได้รับคือคุณค่าทางจิตใจ
     
    เราอาจจะโชคดีที่ทำแบบนี้ได้ เพราะมีคนสนับสนุน ให้กำลังใจ และมีชีวิตอยู่ได้ (ด้วยครอบครัว)
     
    แต่เชื่อเถอะว่า สักวันหนึ่ง ฉันจะอยู่ได้ด้วยตัวเอง และคุณค่าในชีวิตและจิตวิญญาณก็จะยังคงอยู่
     
    และวันนั้น ชีวิตฉันอาจจะมีคุณค่ามากกว่าแค่อยู่เพื่อคนที่รักฉันเท่านั้น  
    March 02

    แวบ (เรื่อยเปื่อย)

     
    ทุกครั้งที่อ่านหนังสือจบไปแต่ละเล่ม เรื่องแต่ละเรื่อง ก็ล้วนแต่ให้เกิดแรงบันดาลใจอยากจะเขียนหนังสือขึ้นมากับเขาบ้าง
    ไม่ได้คาดหวังว่าต้องถึงขนาดเป็นเรื่องยาวนักหนา แต่ไม่ว่ากี่ทีกี่หนที่เริ่มเขียนไปได้ไม่เท่าไหร่
    ก็ยังไม่เคยสำเร็จ หรือเขียนไปได้เรื่องได้ราวมากกว่ามหากาพย์แห่งชีวิตที่ต้องเขียนส่งอาจารย์กว่า 50 หน้าไปได้เลย
    คิดว่าคงมีวันใดวันหนึ่ง ที่ฉันจะมีงานเขียนออกมาเป็นรูปเป็นร่างบ้างแหละ ไม่ได้หวังว่าต้องเป็นผลงานที่ออกเผยแพร่สู่สาธารณชนก็ได้
    แค่เก็บไว้เป็นความทรงจำลึกๆ ความประทับใจดีๆ ของตัวเองเงียบๆ คนเดียวก็เพียงพอ
     
    เราคงไม่จำเป็นต้องไปคาดหวังการยอมรับจากใครๆ (ให้ผิดหวังเล่นดีกว่า)
    แค่ตัวเองรู้จักและยอมรับตัวเองก็น่าจะเป็นความสุขเล็กๆ ให้อิ่มอกอุ่นใจได้พอแล้ว
     
    ความคาดหวังมักจะมาพร้อมความผิดหวัง ไม่เห็นจะมีสักครั้งที่สมหวังได้เต็มร้อย แม้จะสมหวังสักครั้ง คนเราก็ยังต้องอยากนู่นอยากนี่เรื่อยไปอยู่ดี
    ฉะนั้นจะไปตั้งความหวังอะไรให้มันมากมายไปใย
    ยิ่งถ้าความคาดหวังนั้นขึ้นอยู่กับผู้อื่นด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้เลย พาลจะนำพาความเจ็บช้ำใจมาให้ตัวเองเปล่าๆ
     
    แต่ความคาดหวังกับเป้าหมายก็ไม่เหมือนกันนะ ถึงอย่างไรฉันก็คิดว่าเราก็ยังคงต้องมีเป้าหมายเพื่อเป็นแรงจูงใจให้เราเดินต่อไป ไม่ใช่ย่ำอยู่กับที่อยู่ดี
    อีกทั้งเป้าหมาย ยังจะช่วยให้เราค้นหา วางแผน สร้างเส้นทางเดินไปให้ถึงอีกด้วย
    ก็ในเมื่อโลกยังเปลี่ยนไปทุกวัน ถ้าเราไม่เดินไปพร้อมกันหรือเดินไปรอข้างหน้า แล้วเราจะยอมถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างนั้นหรือเปล่าล่ะ
     
    ชีวิตคนเราไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัว แน่นอน แต่ื่เชื่อแน่ว่า แต่ละคนย่อมมีูสูตรลับเฉพาะตัวที่ยากจะเลียนแบบ
    ก็ขนาดคู่แฝดที่คลานตามกันมาแค่ไม่กี่นาที ยังไม่มีชีวิตที่ถอดแบบเหมือนกันเป๊ะเลย
    ก็ชีวิตเราไม่ใช่สิ่งของที่จะ copy ออกมาจากพิมพ์เดียวกันเหมือนโรงงานได้นี่
    ถ้าอย่างนั้นก็คงไม่มีอะไรดีไปกว่าเป็นตัวเอง และยอมรับสิ่งที่คนอื่นเป็นด้วย
    (NObody be a perfect man) -- (มีใครคุ้นๆ ประโยคนี้มั๊ย :P)
    ในเมื่อเขาไม่ใช่เรา เราก็ไม่ใช่ใคร ในเมื่อไม่ได้เป็นคนๆ เดียวกัน แต่อยู่ในสังคมเดียวกัน
    ทำอย่างไรจะเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ให้มันสุขด้วยกันทั้งเราและเขา ไม่ใช่สุขบนทุกข์ของใคร
     
     
    ป.ล.  ตัวอักษรที่เรียบเรียงเป็นคำแต่ละคำ มีความหมายมากกว่าเพียงสายตาได้สัมผัสและรับสารเพื่อเข้าใจแค่ความหมายนั้น
    February 23

    ว่างเกินไป (รึเปล่า)

     
    รู้สึกว่าช่วงนี้ มีเวลาว่างมากเกินไปรึเปล่า  ทั้งที่มันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นเลย
    เห็นคนอื่นเค้าดูยุ่ง วุ่นวาย ว้าวุ่นกับชีวิตกัน แต่เราทำไมเอื่อยเฉื่อยแบบนี้ล่ะ
    กลับกลายเป็นว่าต้องไปยุ่งวุ่นวายกับชีวิตคนอื่นแทน
    ส่วนเรื่องของตัวเองก็ดูเหมือนจะจบไปด้วยดี (สำหรับเรา)
    ไม่จำเป็นก็ไม่ควรไปรื้อฟื้นให้มันมาวุ่นวายใจเล่น
     
    จริงๆ แล้ว ชีวิตเราก็อาจจะไม่ได้ว่างมากนัก ถ้าคิดดูให้ดี ก็มีเรื่องที่ยังต้องทำอีกมากมาย
    แต่ไม่รู้สินะ ตอนนี้อาจจะเป็นช่วงที่เราสามารถชาร์ตแบตให้ตัวเองได้ก็ได้นะ
     
    อันที่จริงก็ไม่ค่อยชอบช่วงอารมณ์แบบนี้เท่าไหร่นักหรอก ดูว่างโหวง จับจด ทำอะไรไม่ถูกชอบกล
    แต่อีกไม่นาน ชีวิตปกติ หรือชีวิตใหม่อันใกล้ก็คงจะมาเอง
     
    เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะ ปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้มนะ
    ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่อดีตและประสบการณ์ก็สามารถช่วยให้เราคาดการณ์และวางแผนได้
    ปัญหาย่อมเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเวลา ในเมื่อเลี่ยงไม่ได้ ก็สู้กับมัน ใครจะชนะจะได้รู้กันไป
    ทุกปัญหาย่อมมีทางออกของมันเอง
    สุดท้าย เราก็จะชนะตัวเอง ที่สามารถก้าวผ่านมันไปได้อย่างสมศักดิ์ศรี
     
    ความจริงยังไงก็เป็นความจริง ถ้าทุกกระทำของเราอยู่บนพื้นฐานของความจริง
    เราก็จะมีความสุขอยู่กับความจริง (ที่ไม่ได้หลอกตัวเอง)
     
     
    January 07

    กลัวความรัก

    "ความรัก คือ การทิ้งความกลัวไป"
    คำกล่าวที่มีความหมายดีๆ นี้ดูสวยงาม
    แต่อาจจะยากแก่การลงมือทำ จริงๆ ในสายตาของบางคน  . . .
    ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องความรักมาเลย
    หรือคนที่เคยผ่านประสบการณ์เลวร้าย
    จากความรักมาแล้ว 

      

     ที่เป็นอย่างนี้ อาจเพราะรู้สึกว่า   . . .
    การนำตัวเองเข้าไปพัวพันกับความรัก
    ก็เหมือนกับการเสี่ยง  . . .เสี่ยงที่จะถูกปฏิเสธ 

       

    ถูกทำให้ผิดหวัง  . . .ถูกทอดทิ้ง  . . .และทำให้เจ็บปวด
    จึงเป็นที่มาของความรู้สึก  . . .กลัวความรัก 

      

     แม้ความรักอาจไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต
    แต่มันก็มีค่า  . . .ต่อการมีชีวิตอยู่
    เป็นแรงบันดาลใจให้เราทำอะไรได้มากมาย



    ไม่ใช่เรื่องผิดนี่ที่เราจะกลัวความรัก
    เพราะอย่างน้อยก็รู้ตัวเองดีว่า  . . .
    กลัวความรัก ต่างกับคนที่วิ่งหนีความรัก
    และเฝ้าหลอกลวงตัวเองว่า   . . .
    มีความสุขดีแล้วกับการอยู่คนเดียว
    ไม่จำเป็นต้องพบเจอ และสร้างกำแพงขึ้นมาปิดกั้นตัวเอง
    เพราะกลัวจะต้องรักคนอื่น 

     

    แต่ลืมนึกไปว่า  . . . ถึงเราจะหนีมันอย่างไร ก็หนีไม่พ้นหรอก
    เพราะความรักมันอยู่ในใจของเรา จะหนียังไงมันก็เจ็บปวดอยู่ลึกๆ
    แล้วคุ้มหรือเปล่ากับการต้องหลอกตัวเองไปเรื่อยๆ อย่างนั้น



    หนทางของความรัก มันอาจจะไม่ได้เป็นภาพที่ชัดเจน
    ให้เราเดินไปได้สะดวกหรือง่ายๆ
    แต่สิ่งที่รออยู่ที่ปลายทางนั้น ก็มีค่ามากพอ
    ที่จะกวักมือเรียกเราให้เดินเข้าไปหา 

      

    แทนที่เราจะวิ่งหนีมัน ก็เปลี่ยนมาเป็นเตรียมตัวเองให้พร้อม
    เวลาที่จะต้องไปเจอกับมันดีกว่า
    เหมือนกับเวลาที่เราออกเดินทาง
    ก็เตรียมเสื้อกันหนาวไปบ้าง เผื่อเจออากาศที่หนาวเย็น
    เสื้อกันฝนหยิบไปหน่อยก็ดี
    เผื่อหยิบมาใส่เวลาที่ฝนมันตก
    หยูกยาก็ติดไปบ้างนิดๆ หน่อยๆ
    พอปฐมพยาบาลตัวเองเบื้องต้นเวลาเจ็บไข้ 

     

    แต่ถ้าเดินทางออกไปแล้วโชคร้าย
    ต้องสะบักสะบอมกลับมาก็ไม่เป็นไร  . . .
    รักษาตัวเองใหม่ เผื่อออกเดินทางในครั้งต่อไปก็เท่านั้นเอง
    แต่เชื่อมั้ยว่า  . . . การเดินทางครั้งต่อไปของเรา
    มันต้องดีกว่าครั้งแรกอยู่แล้วล่ะ  . . . ว่ามั้ย  . . .?
    January 01

    ภาวะทำใจ

    บางที ชีวิตที่คิดว่ามันเป็นของเรา แต่มาวันหนึ่ง ก็มีบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกว่าที่จริงแล้วมันไม่ใช่เลย ชีวิตของเรามันเหมือนเป็นของคนที่ให้เรามา หรือไม่ก็มีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นมากกว่า ไม่ใช่ว่าจะเป็นคนดี ใช้ชีวิตเพื่อคนอื่น ทำเพื่อคนอื่นอะไรหรอก แต่มันเหมือนมีกรอบอะไรบางอย่างที่ทำให้เราต้องทำอย่างนั้น

                    อาจจะดูเหมือนคนที่ถูกบังคับให้ทำอะไรสักอย่างอย่างไม่เต็มใจ แต่เปล่าเลย ชีวิตเราแทบไม่เคยถูกบังคับด้วยคำพูดหรือคำสั่งที่จริงจังอะไรสักครั้ง แต่ทุกอย่างที่ต้องทำ (เฉพาะสิ่งที่ไม่อยากทำ) มันปฏิเสธยากเสียยิ่งกว่าการถูกบังคับอีก เหมือนที่มีคนเคยบอกเราว่า ชีวิตคนเรามีสิ่งที่ต้องทำ ควรทำ และอยากทำ เราต้องเรียงลำดับความสำคัญสามสิ่งในชีวิตให้ดี แต่ทำไปทำมา ดูเหมือนเจ้าสิ่งที่อยากทำมันก็จะค่อยๆ หายไปจากชีวิตเรื่อยๆ

                    สุดท้าย จากที่เคยคิดว่าชีวิตนี้ เราเลือกเองได้ เราคงสามารถทำสิ่งที่เราอยากทำได้ แต่วันนี้มันกลับไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว ใช่!... ไม่มีใครบังคับเราได้ ไม่มีใครมากำหนด มาสั่ง ว่าคุณต้องทำอะไร อย่างไร มีแต่คำว่าคุณควรทำอะไร อย่างไร ด้วยจิตสำนึกของคุณเอง ซึ่งมันเป็นภาวะที่สร้างความกดดันมากกว่าคำสั่งตรงๆ เสียอีก ถึงที่สุดแล้ว เราก็คงทำอะไรไม่ได้มากกว่าทำใจ ยอมรับสภาพ และปรับตัว ปรับใจให้คงอยู่ได้เท่านั้นเอง

    November 25

    เวิ่น

     
    บางทีคนเราก็ไม่สามารถพูดอะไรได้อย่างที่คิดเสมอไปใช่มั๊ย
    แม้ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องของเราและไม่ได้เดือดร้อนใครก็ตาม
    อาจมีเหตุผลหลายอย่าง บางครั้งอาจไม่มีคนรับฟัง
    บางครั้งอาจมีผลกระทบที่คาดเดาไม่ได้ตามมา
     
    แต่ตอนนี้ เรามีแค่ ไม่รู้จะพูดยังไง จะเขียนยังไง ไม่สามารถสื่อสารได้ซะงั้น
    อยากจะเขียนก็เขียนไม่ได้ อยากจะพูดก็พูดไม่ออก
    ทั้งๆ ที่ก็เป็นเรื่องซ้ำๆ เดิมๆ วนไปเวียนมาอยู่ในชีวิตแค่ไม่กี่เรื่อง
     
    อาจจะเป็นเหมือนที่พี่อุ้มบอกก็ได้ ว่าเราอาจจะคุยกับตัวเองมากไปแล้วมั้ง (ก็..นะ ไม่รู้จะคุยกับใครนี่หว่า)
     
    บ้าบอ น่าเบื่อกับนิสัยตัวเองจัง เอาแน่เอานอนอะไรกับใครไม่ได้เอาซะเลย
    ตัวเองยังไม่ค่อยจะรู้ใจตัวเองเลย วันๆ ก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอย
    จนพาลให้คนอื่นเข้างงกับเราไปด้วยซะอีก
     
     
     
    วันนี้ ไม่ได้มีสาระอะไรเอาซะเลย แค่รู้สึกอยากเขียนอะไรสักอย่างเท่านั้นเอง
     
    ...ฉันมันก็แค่นี้...
     
    November 06

    หัวใจอ่อนไหว

     
    ทิ้งช่วงการเขียนสเปซไประยะหนึ่ง  เพราะตัดสินใจไม่ได้สักทีว่าจะเขียนเรื่องอะไร
    จนวันนี้ ระหว่างที่นั่งรถกลับจากรังสิต ด้วยความที่รถติดมากๆๆ ทำให้ได้นั่งทบทวน และไล่เรียงความคิดจนตัดสินใจได้ซะที
     
    แม้ว่าช่วงนี้จิตใจจะค่อนข้างสงบ ไม่มีคลื่นลมแปรปรวน เพราะไม่มีพายุฝนมาคอยรบกวนจิตใจเท่าไหร่
    แต่ว่าภายใต้ความสงบนั้น เรากลับรู้สึกว่ามันอ่อนไหว เบาบาง ดูไม่ค่อยมีความมั่นคงทางจิตใจยังไงก็ไม่รู้สิ
     
    ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะการเพิ่งกลับมาจากค่ายก็ได้นะ
     
    ระยะเวลากว่า 20 วัน (เกือบเดือนเชียวแน่ะ) รวมค่าย + เที่ยว ที่เราได้ใช้ชีวิตอยู่กับคนอื่นๆ บ้างตลอดเวลา
    ทั้งที่ปกติใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่คนเดียว มันเป็นความวุ่นวายในความสงบ ต่างจากที่เคยเป็น
    ภายใต้บรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่สงบ เรียบง่าย ไม่วุ่นวายเหมือนในเมืองใหญ่
    แต่วิถีชีวิตเรากลับรายล้อมไปด้วยผู้คนที่พูดคุยด้วยได้ตลอด มีอะไรให้คิดให้ทำร่วมกับผู้อื่น มีสังคมที่มากกว่าตัวเองจริงๆ
     
    ต่างกับที่เคยเป็น เป็นความสงบในความวุ่นวาย ขณะที่คนอื่นกำลังวิ่ง กำลังวุ่น กำลังยุ่งกันไปหมด
    เราจะมีช่วงเวลาที่อยู่กับตัวเองเยอะมาก คิดเยอะมาก ทั้งได้และไม่ได้คำตอบ
    สมองคิดตลอดเวลา แต่เป็นการคิดคนเดียว รู้คนเดียว ยิ้มคนเดียว เศร้าคนเดียว เหงาคนเดียว
     
    พอกลับมา ก็เลยรู้สึกโล่งๆ โหวงๆ แปลกๆ กลายเป็นความเคยชินกับสังคมค่าย สังคมเพื่อนไปซะแล้ว
    ตอนนี้พอเห็นอะไร เจออะไร ก็หวั่นไหว อ่อนไหวง่ายไปซะหมด
     
    พาลคิดไปถึงเรื่องราวเก่าๆ ความรู้สึกเก่าๆ (หมายถึงบรรยากาศและอารมณ์เดิมๆ ย้อนอดีตไปอีกอ่ะนะ)
     
    สรุปว่า ตอนนี้ยอมรับล่ะ ว่าเหงา (คิดถึงค่าย คิดถึงอารมณ์เก่าๆ)
     
    แต่ชีวิตเราก็ยังต้องดำเนินต่อไป
    จะว่าไป การคิดถึงค่ายมันคงเป็นอาการหนึ่งที่เราใช้มันทดแทนอะไรบางอย่างที่ขาดหายหรือเคยสูญเสียไปในชีวิตหรือเปล่า??
     
    ในที่สุด เราก็ต้องดึงอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกของตัวเองเข้าสู่ความเป็นจริงและปัจจุบันอยู่ดี
    October 10

    โจทย์ใหม่ในชีวิต

     
    ช่วงนี้เป็นช่วงค่อนข้างว่างที่เราพยายามจะใช้ความคิดอยู่ตลอดเวลา
    ก็แค่ไม่อยากให้สมองว่างเปล่าเกินไป เดี๋ยวจะกลายเป็นคนไร้สมองไปซะเปล่าๆ
    ก็เลยหาหนังสือมาอ่าน เผื่อจะช่วยเพิ่มรอยหยักในสมองขึ้นมาได้บ้าง
    เพราะรู้สึกว่า ทุกครั้งที่เราได้อ่านหนังสือเรื่องใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นบทความ เรื่องสั้น มีสาระ ไม่มีสาระ
    หรือนวนิยายน้ำเน่า เหม็นคลุ้งขนาดไหน เราก็จะได้ข้อคิด หรือแรงบันดาลใจจากหนังสือเล่มนั้นเสมอ
     
    ครั้งนี้ ก็เช่นกัน แตกต่างก็เพียง หนังสือเล่มนี้มีความพิเศษตรงที่ เราได้อ่านเพียงแค่คำนำยังไม่ทันจบดี เราก็ตั้งโจทย์ใหม่ให้กับชีวิตตัวเองขึ้นมาอีกแล้ว
    ที่จริงแล้ว แรงบันดาลใจหลักอาจไม่ได้มาจากตัวอักษรที่เรียงร้อยในหน้ากระดาษเพียงเท่านั้นหรอก
    แต่อาจเป็นเพราะบริบทรอบตัวเราในขณะนี้ด้วยก็ได้ บวกกับอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกส่วนตัว และสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน
    ทำให้จุดเล็กๆ ที่ติดอยู่ในใจเราตลอดเวลา มันค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นๆ จนเรียกร้องให้เราหันมาสนใจ ใส่ใจมันอย่างจริงจังอีกครั้ง
     
    แม้ว่าเราจะตัดสินใจให้ตัวเองไปแล้วว่า เราจะไม่ทำงานเกี่ยวกับสังคมสงเคราะห์เป็นงานหลักในชีวิต
    แต่ด้วยความที่เราเรียนคณะนี้มาถึง 4 ปี ความเป็นสังคมสงเคราะห์ก็ซึมลึกลงไปในสายเลือดอยู่มากทีเดียว
    เพราะมันกลายเป็นคำถามในใจเรามาตลอดว่า "เราจะทำอะไรตอบแทนสังคมได้บ้าง และอย่างไร"
    เราเชื่อว่า ไม่ว่าใครก็ตาม ไม่จำเป็นจะต้องเป็นนักสังคมสงเคราะห์เท่านั้นหรอก ที่จะทำประโยชน์เพื่อสังคมได้
    แต่ในเมื่อ เรามีความรู้ที่คนอื่นไม่มีในเรื่องเหล่านี้ เราควรจะนำมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์หรือต่อยอดอะไรได้บ้าง หรือไม่
    ระหว่าง การที่ทำงานสายตรง กับทำงานที่ใฝ่ฝัน แล้วใช้เวลาว่างที่เหลือกลับมาทำงานด้านนี้
     
    มันจึงกลายเป็นโจทย์ที่ว่า แล้วอะไรที่จะทำให้เราได้ทั้ง 2 อย่าง อย่างสมดุล
    ระหว่างการทำในสิ่งที่ตามหาฝัน ตามสิ่งที่ชอบ สิ่งที่ใช่ สิ่งที่อยากจะทำที่สุดในชีวิต
    กับ สิ่งที่ไม่ได้ชอบมาก แต่ก็อยากทำ แต่มันก็มีอะไรบางอย่างในกระบวนการ ระบบงาน ที่ขัดต่อความเป็นตัวตนของเราอยู่
     
    เราเองก็เป็นปุถุชนคนธรรมดาทั่วไป ที่ยังไม่พร้อมจะทุ่มเทชีวิตทั้งชีวิตให้ส่วนรวม คิดถึงคนอื่นก่อนตัวเอง
    แต่เราก็ยังอยากทำความดี อยากเป็นคนดี อยากทำอะไรเพื่อคนอื่นบ้าง อยากใช้ความรู้ที่เรียนมาให้เกิดประโยชน์บ้าง
    แม้ว่าความรู้จากการเรียนจะไม่ใช่ความรู้ที่ถูกต้องที่สุด ที่ดีที่สุด เพราะการเรียนในระบบการศึกษา เป็นเพียงแนวทางที่สอนให้เราจัดระบบระเบียบในชีวิต
    สอนวิธีคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ และกระบวนการทำงาน การเข้าสังคม ที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตและการทำงานเท่านั้น
     
    แม้จะเขียนพร่ำพรรณนามายืดยาว แต่เราก็ยังไม่สามารถให้คำตอบไว้ ณ ตรงนี้ได้ ว่าสุดท้าย คำตอบของเราคืออะไร
    เพราะเราคงต้องไปจัดระบบความคิดและทบทวนตัวเองใหม่อีกครั้ง เหมือนกับทุกครั้งที่มีโจทย์ใหม่ๆ เกิดขึ้นในชีวิตนั่นเอง
     
     
     
    ป.ล.    นอกเรื่องหน่อยนะ
     
    เราไม่รู้ว่าการพยายามคิดในแง่ดี คิดถึงแต่สิ่งดีๆ ในเวลาที่เรากังวลใจ
    มันจะช่วยให้เราดีขึ้นหรือเปล่า
    ใช่ มันดูเหมือนจะทำให้เราสบายใจขึ้นในระดับหนึ่ง
    แต่บางที เราก็คิดว่ามันเหมือนแค่เป็นการกดทับความกังวลนั้นเอาไว้เท่านั้นเอง
    แต่ความกังวลนั้น หรือความไม่สบายใจนั้น มันก็ยังไม่ได้คลี่คลายไปเท่าไหร่เลย
     
     
    เฮ้อ...เห็นที คงต้องหัดนั่งสวดมนต์ นั่งสมาธิกับเค้าบ้างแล้วล่ะ
     
    เราดูเป็นคนจริงจังกับชีวิตมากไปหรือเปล่าเนี่ย!!!
    มันก็เป็นแค่ความคิดส่วนหนึ่งในบางช่วงชีวิตของเราเท่านั้นเองนะ
    October 02

    เป็ด

     
     
    "เป็ด"
    ตอนนี้เรารู้สึกตัวเองเหมือนเป็ดจัง
     ไม่ใช่รูปร่าง หน้าตา หรืออะไรภายนอกหรอกนะ
     
     
    แต่เป็นเพราะว่า "เป็ด" เนี่ย มันเป็นสัตว์ที่ทำอะไรได้หลายอย่างใช่มั๊ย
    ว่ายน้ำก็ได้ จะบินก็พอไหว แต่กลับไม่ได้เก่งอะไรสักอย่าง
     
    เรารู้สึกว่าเราก็เหมือนจะเป็นอย่างนั้นเลย
    เราสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง แต่ก็ยังไม่มีอะไรที่่คิดว่าเก่งที่สุด ดีที่สุด เจ๋งที่สุดสักอย่าง
    อยากทำนู่น ทำนี่ ทำนั่น ทำอะไรไปซะหมด บางอย่างก็ได้ทำแล้ว บางอย่างก็ยังไม่ได้ทำ บางอย่างกำลังเริ่มทำ
    บางอย่างคิดจะทำ บางอย่างอยากทำมาหลายครั้งหลายครา แต่ก็ไม่กล้าพอสักที
     
    สรุปแล้ว ก็ยังไม่มีอะไรที่คิดว่าเป็นที่สุดของตัวเองสักที
    ที่สุดในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าเก่งที่สุด ดีที่สุดอย่างเดียวหรอกนะ
    แต่หมายรวมถึงสิ่งที่รักที่สุด ชอบที่สุด อยากทำที่สุดด้วย
    รู้สึกว่ายังหาไม่เจอสักที กับสิ่งที่ทั้งสามารถและรักมากไปด้วยพร้อมๆ กัน
    ทั้งๆ ที่ก็ตามหามานาน จนตอนนี้จะเรียนจบแล้ว ต้องทำงานแล้ว ก็ยังไม่รู้ว่าอะไรที่ตัวเองอยากจะทำที่สุดอยู่ดี
    รู้แต่ว่าอยากไปซะทุกอย่าง อยากลอง อยากรู้ไปหมด
     
    แต่บางที ทางเลือก โอกาส และเวลา ก็ไม่ได้เอื้ออำนวยพอที่เราจะสามารถทำอะไรได้ทุกอย่างที่ต้องการไปซะหมด
    บางอย่างเราก็ต้องเลือก ต้องตัดสินใจ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ณ สถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง
     
     
     
    ที่จริงแล้ว เราว่า การเป็น "เป็ด" ก็ไม่ใช่ว่าไม่ดีไปซะหมดหรอกนะ
    มันต้องมีอะไรสักอย่างที่ "เป็ด" จะสามารถทำได้ดี และเป็นที่ต้องการของงานนั้นๆ บ้างล่ะ
    ถึงเวลาที่ต้องดึง "จุดเด่น" ของเป็ดอย่างเราออกมาใช้ให้ได้แล้วล่ะ
     
     
    สู้ต่อไป นะ "เป็ดน้อย" 
    ขยิบตา
    September 30

    ว่าที่บัณฑิต

     
    แม้ว่าจะเหลือเวลาอีก 1 เทอม และรอจนกว่าวันรับพระราชทานปริญญาบัตรแล้วนั้น เราจึงจะได้ชื่อว่าเป็น "บัณฑิต" อย่างเต็มภาคภูมิ
    แต่ตอนนี้หลังจากที่คณะเราได้จัดงานปัจฉิมนิเทศให้กับว่าที่บัณฑิตคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ไปแล้ว
    จากตอนแรกที่ไม่ได้คิดอะไรที่ไม่ได้ไปร่วมงาน แต่หลังจากที่ได้มาอ่านเอกสารในงานแล้ว ก็อดที่จะเสียดายขึ้นมาไม่ได้
    เพราะเพียงแค่อ่านเอกสาร เรายังรู้สึกว่าได้ข้อคิด มุมมองที่น่าสนใจ ตั้งมากมาย
    ในวันนี้คงมีอะไรดีๆ ที่เราพลาดไปแน่ๆ เลย
     
    แต่ถึงอย่างไร ข้อความที่อาจารย์หมู อาจารย์ภาคพัฒนาชุมชนเพื่อนๆ ของเราแสนจะคุ้นเคย จนเรารู้สึกสนิทใจไปด้วย
    แม้ว่าจะไม่เคยได้เรียนกับอาจารย์เลยสักครั้ง แต่เราก็รู้สึกประทับใจอาจารย์ จากการได้อ่านบทความและฟังบรรยายเพียงไม่กี่ครั้ง
     
    ยิ่งวันนี้ที่เราได้อ่าน The Last Paper ของอาจารย์
    ทำให้เราได้     คำตอบบางคำถามที่ครุ่นคิดถามตัวเองอยู่ในช่วงนี้   และ    คำตอบบางคำถามจากคำพูดของใครบางคน
    ...เป็นคำตอบที่พอจะช่วยให้เราสามารถวางแผนทางเดินชีวิตนับต่อจากนี้ได้บ้าง 
    ส่วนคำตอบที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของเรา หน้าที่ของว่าที่ธรรมศาสตร์ที่จะต้องค้นหากันต่อไป
     
     
     
    นี่เป็นคำตอบส่วนหนึ่งจากบทความของอาจารย์ที่เราได้ ขอตัดตอนเนื้อหาบางส่วนมาลงไว้ตรงนี้ละกัน
    "สุดท้ายของ the last paper ผมอยากจะย้ำว่า มันไม่สำคัญหรอกครับว่า เมื่อจบไปแล้ว
    คุณจะมีอาชีพอะไร เพราะอาชีพ ไม่ได้บอกว่าคุณเป็นคนอย่างไร เพราะเมื่อคุณจากโลกนี้ไป
    คนรุ่นหลังเขาไม่สนใจหรอกว่าคุณทำอาชีพอะไร ได้เงินเดือนเท่าไร มีรถกี่คัน บ้านกี่หลัง
     
    สิ่งที่เขาสนใจมีเพียงว่า คุณได้ทำอะไรให้คนรุ่นเขาบ้าง นั่นจึงสำคัญว่า
        คุณจะดำเนินชีวิตหลังมหาวิทยาลัยให้มีคุณค่าต่อสังคมอย่างไร
    ให้สมกับความภาคภูมิใจที่คุณมีเช่นเดียวกับวันแรกที่คุณก้าวเข้ามาในธรรมศาสตร์
    ให้สมกับความภาคภูมิใจว่าคุณได้เข้ามาซึมซับจิตวิญญาณของธรรมศาตร์ไป เท่านั้นเอง"
     
    ขอบคุณอาจารย์ที่ทำให้เราเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองจะเลือกและก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นใจอีกครั้ง
    September 20

    ความรัก (อีกแล้ว)

     
     
    คุณคะ  คุณเคยมีความรักรึเปล่าคะ?
     
    ใช่สิ คุณต้องเคยมีความรักกันอยู่แล้วล่ะ  เพราะฉันเองก็เคยมีนี่นา  (และคิดว่าตอนนี้ก็ยังมีอยู่นะ)
     
    แล้วคุณคะ  คุณเคยมีความรัก โดยมีไม่มีคนรักกันมั๊ยคะ?
     
    ฉันเองก็ไม่แน่ใจนักหรอกนะ ว่ามันใช่ความรักหรือเปล่า  แล้วถ้าไม่ใช่มันคืออะไรกัน
     
    แต่ตอนนี้ฉันคิดว่า  ฉันมีค่ะ
     
     
    หลายคนอาจจะคิดในใจว่า  ทำไมต้องเขียนเรื่องความรักอีกแล้ว
     
    แต่ฉันว่า แม้ว่าจะมีคนเขียนเรื่องความรักนับล้านๆ ครั้ง จนนับไม่ถ้วน
     
    แต่คุณก็ยังอ่านมันอยู่ดี  ฉันรู้ได้ยังไงน่ะหรอ  ก็เพราะว่าถ้าไม่เช่นนั้นคุณคงไม่อ่านมันมาถึงบรรทัดนี้
     
    ทั้งๆ ที่ชื่อเรื่องมันก็บอกอยู่ทนโท่แล้ว
     
    อันที่จริง เราก็เห็นจำเป็นต้องไปสนใจเลยใช่มั๊ยคะ ว่าทำไมต้องเขียนมันขึ้นมา
     
    ฉันว่าแค่คนเขียนมีความสุข และคนอ่านพอใจก็น่าจะพอแล้วใช่มั๊ยคะ (แม้ว่าจะไม่ค่อยมีคนอ่านก็ตามที)
     
    แต่สิ่งที่เกิดกับฉันตอนนี้ฉันไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี ฉันแค่ฉันรู้สึกว่าฉันกำลังมีความรัก กับอะไรสักอย่าง
     
    เพียงแค่เพราะว่าฉันกำลังมีความสุข (และความเศร้าปนอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ฉันว่าฉันมีความสุขมากกว่านะ)
     
    ฉันไม่ได้โกหกตัวเอง ฉันไม่ได้แสร้งทำเป็นเข้มแข็ง
     
    เพียงแต่ใจที่นิ่งๆ ของฉันตอนนี้ มันกำลังเริ่มสงบลง  ถ้าไม่มีอะไรมารบกวนมัน มันก็คงจะเป็นอยู่อย่างนี้
     
    หรือในอีกแง่หนึ่ง  ถ้ามันไม่ทะลึ่งไปรบกวนใคร หรือไปหาเรื่องให้ร้อนใจ ก็คงจะดี
     
    แต่มันก็คงจะเป็นไปได้ยาก เพราะฉันเชื่อในความเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างย่อมมีวันเปลี่ยนแปลง
     
    ฉันทำได้แค่รับมือกับมัน  และฉันก็รู้สึกดีใจทุกครั้ง เมื่อฉันมองกลับไปแล้วพบว่าฉันสามารถรับมือกับมันได้
     
    บางที ฉันก็รู้สึกว่ามันทำให้ฉันมีความสุขมากกว่า การอยู่นิ่งกับที่มากๆ ซะอีก
     
    เพราะนิสัยฉันมันเป็นคนไม่อยู่นิ่ง เบื่อง่ายขนาดนี้ (แต่ใครที่เห็นฉันแค่บางมุม จะมองยังไงก็ไม่รู้)
     
    หลายคนและรวมฉันเองที่ชอบบอกตัวเองว่าฉันไม่สนใจใคร ฉันอยู่กับตัวเอง
     
    แต่บางครั้ง ฉันกลับรู้สึกว่า ฉันก็สนใจคนอื่นมากเกินไป
     
    แต่สิ่งที่น่าจะดีที่สุด คือ ฉันควรจะสนใจคนที่รักฉันมากกว่าคนที่ไม่รักฉัน
     
    เพราะฉันไม่ควรจะทำให้คนเหล่านั้นต้องเสียใจ หรือแม้แต่ผิดหวังในตัวฉัน
     
    เพราะในที่สุดคนที่รักฉันที่สุด  ก็คือตัวฉันเอง 
     
     
    ใช่ ฉันเคยเชื่อว่าคนที่รักฉันที่สุด  คือ  ตัวฉันเอง
     
    แต่เมื่อยิ่งโตขึ้น  ฉันพบว่ามีคนที่รักฉันมากกว่าตัวฉันเองซะอีก
     
    เพราะบางครั้งเรายังทำให้ตัวเองเสียใจ  ทำให้ตัวเองผิดหวัง
     
    แต่คนคนนั้น  เป็นคนที่ไม่เคยทำให้ฉันเสียใจ และผิดหวังเลยสักครั้งเดียว
     
    ใครๆ ที่รู้จักฉัน คงไม่ต้องเดาเลยว่าฉันหมายถึงใคร  คนที่จะรักฉันได้ขนาดนั้น  จะมีใครไปได้นอกซะจากแม่ของฉันล่ะ
     
    ใกล้จะวันเกิดแม่แล้ว ฉันคิดจะซื้อของขวัญให้แม่เป็นปีแรก แต่ไม่แน่ใจว่าจะได้หรือเปล่า (ช่วงนี้ บ่จี๊สุดๆ)
     
    แต่สิ่งที่ฉันตั้งใจทุกปี  คือรักแม่ให้มากขึ้นทุกปี (ก็เพราะความรักที่แม่ให้ฉันมันไม่มีวันหมดนี่ คนเราก็ต้องตอบแทนกันบ้าง)
     
     
     
    วันที่ฉันผิดหวังในความรัก  ฉันเศร้า ฉันเสียใจ ฉันเจ็บปวด
     
    แต่ฉันก็ผ่านพ้นมันมาได้ เมื่อฉันนึกถึงคนที่จะเจ็บปวดมากกว่าฉัน ถ้าหากเขารู้ว่าฉันเจ็บ
     
     
    ฉันไม่รู้ว่าจะสรรหาคำรักคำไหนมาบอกแม่ดี
    แต่ฉันเคยบอกแม่ไปแล้วล่ะ  และก็จะบอกอีกครั้ง  และทุกครั้งที่มีโอกาสด้วย
     
    "ฉันดีใจและภูมิใจที่สุดที่ได้เกิดมาเป็นลูกแม่ค่ะ"
     
     
    ป.ล.
    ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อบอกรักแม่นะ
    แต่สุดท้าย ฉันก็แพ้สมองและหัวใจที่มันสั่งร่างกายทุกที
     
    ก็แค่ ผู้หญิงคนนี้คือคนสำคัญที่สุดในชีวิตฉันนี่นา
     
    September 11

    คำถาม..คำตอบ

     
     
    ฉันมาทำอะไรที่นี่?
    ทำไมฉันถึงมาอยู่ตรงนี้?
    ฉันกำลังทำอะไรอยู่
    ฉันทำแบบนี้ทำไม? เพื่อใคร?  เพื่ออะไร?
    จริงๆ แล้ว ฉันอยากทำอะไรกันแน่?
     
    เคยเข้าใจตัวเองจริงๆ หรือเปล่า?
    มีใครเคยตอบคำถามเหล่านี้ได้จริงๆ หรือเปล่า
     
     
    คงไม่มีใครให้คำตอบได้ดีที่สุดเท่าตัวเราเองใช่มั๊ย
    แม้กระทั่งคำตอบ  ยังออกมาเป็นคำถามเลย
    ช่างดูเป็นคนที่สับสนในตัวเองดีแท้เนอะ
     
     
    เรา  เรา  เรา
    เราไม่รู้จะอธิบายยังไงดี
    ไม่รู้จะเขียนอะไรต่อ
     
    คงเพราะคนเราย่อมมีเวลาที่สับสนในตัวเอง
    สภาวะที่ค้นหาตัวเองอยู่เป็นระยะในแต่ละช่วงชีวิต
     
    การตั้งคำถามกับตัวเองก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะไปให้ถึงจุดหมายนั้น
    แต่วิธีการหาคำตอบไม่ได้มาจากตัวเองเพียงผู้เดียว
    เราว่า   คนเราไม่ควรมองโลกเพียงแต่ภายใต้สายตาตัวเองนะ
    การใช้ชีวิตของเราในสังคมนี้น่าจะมีความสุขมากขึ้น
     
     
    บางที แค่คิด หรือการคิดไปเองคนเดียว ก็อาจกลายเป็นกำแพงอากาศบางๆ ที่กางกั้นความฝันของเราได้เหมือนกัน
    โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่า เราสร้างกำแพงนั้นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่
    แต่มันก็ทำให้เราถอดใจในสิ่งที่ตั้งใจ หรืออยากทำไปแล้ว
    เหมือนกับแค่การคิดฝันไปวันๆ แต่ไม่ลงมือทำสักที
    รู้ตัวอีกทีโอกาสที่เข้ามาถึงที่ ก็หลุดลอยหายไปซะแล้ว
    โลกปัจจุบันนี้ มันหมุนไปเร็วมากใช่หรือเปล่า?
    ถ้าเราไม่เตรียมพร้อมตลอดเวลา เราก็คงตามมันไม่ทัน
    ถ้าอยากมีเวลาพักบ้าง ก็คงต้องวิ่งนำมันไป แล้วไปหยุดพักรอมันข้างหน้า
     
    บางคนอาจจะคิดว่ามันเหนื่อย และเหมือนฝากความหวังกับอนาคตเกินไปหรือเปล่า
    แต่ปัจจุบัน มันก็ไม่มีตัวตนที่จับต้องได้จริงๆ นี่นา เพียงแค่เราพิมพ์ตัวอักษรตัวนี้ อีกเศษเสี้ยววินาทีต่อมา มันก็กลายเป็นอดีตไปเสียแล้ว
    แล้วอนาคตล่ะ เมื่อไหร่จะไปถึง ไม่มีใครได้เคยสัมผัสมันจริงๆ เสียที
    อดีต ก็มีแต่จะผ่านเลยไป กลับไปแก้ไขไม่ได้อยู่ดี
    แล้วคำถามก็กลับมาที่ว่า แล้วเราควรจะอยู่ตรงไหนดี
     
    สำหรับคนอื่น เราคงตอบไม่ได้ เพราะเราก็ไม่รู้
    แต่สำหรับเราเอง ก็แค่ทำในสิ่งที่ทำไปแล้ว คิดว่าจะไม่เสียใจภายหลัง
    ซึ่งอนาคตก็ไม่มีใครตอบได้อยู่ดี ก็เอาเป็นว่า ถือเอาความน่าจะเป็นละกันเนอะ
    ในเมื่อประวัติศาสตร์เขามีไว้ให้ศึกษา จุดประสงค์หนึ่งก็เพื่อทำนายอนาคตมิใช่หรือ?
     
     
    เหอๆ สุดท้ายแล้ว เราเขียนพร่ำอะไรมาเนีย ตรงกับหัวเรื่องบ้างหรือเปล่า
    ไหลไปเรื่อยเป็นประจำ ชีวิตก็เป็นเช่นนี้แล สุดแท้จะคาดเดา
    ถ้าพร้อมเสมอ และมีสติบวกปัญญา ก็น่าจะตั้งรับได้และรู้เท่าทัน
    (คงไม่ต้องบอกว่าต้องมีคุณธรรม หรืออะไรอีกมากมายด้วยมั้ง เพราะความหมายของสติและปัญญาใสความเข้าใจของเรามันน่าจะครอบคลุมได้อยู่นะ)
     
     
     
    August 19

    งานรุมเร้า

    โอ้ว...........พระเจ้า
    ทำไมสมรรถนะในการทำงานของข้าพเจ้าถึงได้ถดถอยเช่นนี้ล่ะหนอ
    นี่แค่พิมพ์งานไปแค่ 6 หน้าเท่านั้น ก็เกิดอาการปวดหัวตาลายขึ้นมาซะงั้น
    แถมช่วงนี้ ก็อดจะสมน้ำหน้าตัวเองไม่ได้
    หลังจากขี้เกียจ งานการไม่ทำมาได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง
    ตอนนี้ก็เลยต้องผจญชะตากรรม งานรุมเร้า ทำเอาทั้งร่างกายและจิตใจโอดครวญไปตามๆ กัน
    ขนาดว่าวันนี้แอบโดดเรียน (อีกแล้ว) เพื่อหวังว่าจะเคลียร์งาน
    แต่ความขี้เกียจในตัวก็เอาชนะไปซะจนหลับไปครึ่งค่อนวัน กว่าจะลุกมาทำได้
     
    555 ตอนนี้ก็เลยเป็นเวลาที่สมควรจะต้องลุกมาปั่นงานต่อไป ชีวิตช่างเศร้า
     
    แต่ทว่า สู้ต่อไปอีกไม่กี่เดือน ก็คงจะไม่ได้มาปั่นงานแบบตามใจตัวแบบนี้แล้วล่ะ
    เพราะเวลานั้นก็คงจะพ้นสภาพนักศึกษาเข้าสู่ภาวะคนทำงานเต็มตัวแล้ว
     
     
     
    หลังจากงานวันรับปริญญาของรหัส 47 ผ่านไป  ก็เริ่มกลับมาทบทวนความฝัน และชีวิตตัวเองอีกรอบ
    เตรียมพร้อมกำหนดชะตาชีวิตกันต่อไป  เพราะอีกไม่นานการตัดสินใจครั้งสำคัญก็คงมาถึง
     
     
    แต่ช้าก่อน ตอนนี้คงยังคิดไกลไปกว่า ไฟท์ๆๆ กับงานการ และ final ให้ผ่านรอดไปด้วยดีซะก่อนดีกว่า
     
     
    แต่ตอนนี้  ก็ขอ หวังๆๆ ฝันๆๆ ล่วงหน้าไปก่อนนะ
     
    ขอให้ชีวิตสดใส (เอาใจช่วยตัวเอง อิอิ)
     
     
     
     
    ยังไม่จบง่ายๆ  (หุหุ)
     
    ได้ไปบริจาคเลือดมาแล้วนะ  หลังจากว่าจะไปมาหลายเดือน
    คราวนี้ก็โกงน้ำหนักอีกแล้วล่ะ  แปลกดี ทำไมมันชอบลดตอนบริจาคเลือดทุกทีก็ไม่รู้
    ทีเวลาปกตินะ ก็เกินทุกที 
    ไม่เข้าใจเหมือนกัน
     
     
     
    สดใส ลัลล้า
    แม้งานไม่เสร็จ
    555
    August 13

    My Space

    โอ๊ะโอ๋ ตอนนี้ใครๆ ก็หนีไปเล่น hi5 กันหมดเลย
     
    My Space ของเราก็เลยดูเงียบเหงาไปถนัดตาถนัดใจเลยทีเดียว
    ช่างแตกต่างกับแต่ก่อนนั้นมากมาย (เพราะเมื่อกี๊ไประลึกย้อนความหลัง อ่าน blog มากว่าเกือบ 2 ชั่วโมงด้วยกัน)
    ดูว่างงานดีเนอะ การบ้านมีไม่ทำ แล้วยังไม่หลับไม่นอนอีก
    อ่านะ หน้าตาตอนนี้เลยโทรมได้อีกอ่ะ
     
     
    อืม...จะว่าไป เราก็ชอบเขียนใน My Space มากกว่า hi5 อยู่ดีอ่ะ
    แถมตอนนี้ ข้าพเจ้าก็ลบ hi5 ไปแล้วด้วย
     
     
    หลังจากที่นั่งย้อนอดีตไปประมาณปีกว่าๆ มานี้
    ก็ได้พบความเปลี่ยนแปลงมากมาย
    แล้วก็เหมือนได้กลับไปนั่งอยู่ในช่วงเวลาเดิมๆ ที่ตอนนี้กลับกลายเป็นเพียงบทเรียนหลายบท
    ให้เราได้เรียนรู้และก้าวผ่านมาแล้ว
    ระหว่างที่อ่านก็เกิดความรู้สึกมากมายอันจะยากบรรยายได้
    ได้ทบทวนชีวิต และความรู้สึกตอนนั้นจนถึงตอนนี้
    แม้ว่าส่วนใหญ่จะอัพแต่เรื่องแย่ๆ แต่ก็ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกยิ้มได้ก็ไม่รู้เหมือนกัน
    อาจเป็นเพราะการได้รู้สึกภาคภูมิใจ และเห็นคุณค่าในตัวเองที่ได้ผ่านจุดแย่ๆ ในชีวิตมาก็ได้มั้ง
     

     

    แม้ว่าชีวิตเราเองอาจไม่ได้มีอุปสรรคยากลำบากในชีวิตมากมายนัก

    แต่คนทุกคนย่อมมีอุปสรรคที่ยากลำบากที่สุดของตัวเอง ที่เรียกว่า "จิตใจ" กันทั้งนั้น

    บางที อุปสรรคยิ่งน้อย "ใจ" ยิ่งอ่อนแอก็ได้

    เราก็เลยชอบหาเรื่องใส่ตัว เผื่อจะช่วยให้ "ใจ" เข้มแข็ง

     

    อยากบอกว่า ชีวิตตอนนี้มีความสุขดี

    สุขบ้าง เหงาบ้าง จะว่าไป ก็ไม่ค่อยทุกข์หรอก

    ใครหลายคนอาจไม่ชอบความเหงาเท่าไหร่  แต่เราว่า

    ตอนนี้ เราคงมีความเหงาเป็นเพื่อนไปแล้ว

    เลยรู้สึกว่า ชักจะหลงเสน่ห์ เจ้าความเหงานี่แล้วสิ

    ใครว่าคนเหงาต้องทุกข์ ต้องเศร้าไปซะหมด

    เราว่า คนเหงาก็มีความสุขได้นะ

     

    พอมาอัพอีกที ก็อัพซะยืดยาวเลยนะเรา

     

     

    แต่ตอนนี้เนี่ย ควรจะต้องไปทำการบ้านก่อนแล้ว

    เผื่ออะไรๆ หลัง midterm จะดีขึ้นบ้าง

    เตรียมสู้ศึกก่อน final ต่อไปดีกว่า

    จะจบแล้ว ตั้งใจเรียนบ้าง ดีมั๊ยเรา

     

    อ้อ! เกือบลืม วันแม่ปีนี้

    ยังรักแม่เหมือนเดิม ที่สุดของหัวใจ

    July 09

    ฉันไม่ใช่คนดี

     
     
    ...ฉัน ไม่ ใช่ คนดี...
    June 01

    หัวใจมีไว้ . . . รักตัวเอง


     

    อย่างที่เขาว่า . . . 
    บางครั้งที่ที่ปลอดภัยก็ไม่ปลอดภัย
    หัวใจที่อยู่ในที่ของมัน . . .
    เคยได้ไออุ่นจากตัวเราเองมานานแสนนาน

    ถึงวันหนึ่งก็กลับหนาวเหน็บ และร้อนรุ่มอย่างไม่รู้ตัว
    จนยากที่จะคาดเดา
    เพียงเพราะคนเพียงหนึ่งคน

     

    การที่ได้ใช้หัวใจรักใครสักคนนั้น
    ก็เป็นหนึ่งในการเรียนรู้ของบทเรียนชีวิต
    ที่ได้เรียนรู้การแบ่งให้ แบ่งรับ
    เสมือนดั่งที่เราต้องประพฤติกับคนทุกคน




    แต่น้อยไปนัก . . .
    ที่คนเราจะคอยมาชั่งวัดความรู้สึกนั้น
    กับคนที่เราทุ่มเทเสียจนมากมาย
    เพราะความรัก ท่ากเกินกว่าเหตุและผลจะเอื้อมถึง
    ความเสียใจจึงเป็นผลลัพธ์หนึ่ง ที่สุ่มทอยออกมาได้
    แล้วเราจะจัดการกับผลลัพธ์นั้นอย่างไร
    ถ้ามันดันสุ่มเลือกโดนเราเข้าอย่างจัง

     


    ฉันรู้แค่ว่า . . .
    ควรใช้ส่วนของสมอง ที่ยังเหลือพอที่จะทำเพื่อตัวเอง

    ใช้กระบวนการคิดและทบทวน
    ให้มากกาว่าใช้อารมณ์ เพื่อกลั่นกรองน้ำตาออกมา
    หากแต่ถ้าอยากร้อง ก็ต้องพร้อมที่จะหยุดมันด้วย
    หากแต่ถ้าอยากร้อง ก็ต้องพร้อมที่จะลุกขึ้ด้วย
    และต้องพร้อมที่จะมองไปในวันข้างหน้า
    เพื่อตัวเรา เพื่อปกป้องหัวใจของเรา

     


    ขอบคุณความรักของพ่อกับแม่ที่ปกป้องหัวใจของลูก
    ขอบคุณความรักของเธอที่เป็นบทเรียนเล่มหนาในชีวิต
    ขอบคุณความักในหัวใจที่ทำให้พยุงตัวเองขึ้นมาได้




    ข้อมูลจาก
       
    บทความโดย นิด วันนา
    ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

     

    ป.ล.  ไม่อยากจะรักใครอีกแล้ว (อยากขอโทษใครบางคน)

    April 05

    home

    เวลาที่คุณ ท้อใจ     เวลาที่คุณ เศร้าใจ     เวลาที่คุณอยากได้ กำลังใจ  
     
    คุณคิดถึงอะไร??
     
     
    สำหรับฉัน  "บ้าน" 
    คือ คำตอบแรกที่ฉันคิดถึง  ตอนนี้